(มีคลิป) พล.ต.อ.สำราญ นำทัพบุกเชียงใหม่ เปิดปฏิบัติการเฟส ๕ ล้างบาง นอมินีต่างชาติ กว้านซื้อหมู่บ้านหรู-ที่ดินพุ่งเป้าทลาย ๓๑ บริษัท มูลค่าทรัพย์สินกว่า ๒๓๓ ล้านบาท

เผยแพร่เมื่อ ๒๐/๐๗/๒๐๒๖ ๐๔:๒๐

(มีคลิป) พล.ต.อ.สำราญ นำทัพบุกเชียงใหม่ เปิดปฏิบัติการเฟส ๕ ล้างบาง นอมินีต่างชาติ กว้านซื้อหมู่บ้านหรู-ที่ดินพุ่งเป้าทลาย ๓๑ บริษัท มูลค่าทรัพย์สินกว่า ๒๓๓ ล้านบาท

&#๘๒๒๐;พล.ต.อ.สำราญ&#๘๒๒๑; นำทัพบุกเชียงใหม่ เปิดปฏิบัติการเฟส ๕ ล้างบาง &#๘๒๒๐;นอมินีต่างชาติ&#๘๒๒๑; กว้านซื้อหมู่บ้านหรู-ที่ดินพุ่งเป้าทลาย ๓๑ บริษัท มูลค่าทรัพย์สินกว่า ๒๓๓ ล้านบาท

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

เมื่อเวลา ๐๗.๐๐ น. วันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๖๙ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค ๕, พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว, พล.ต.ต.สราวุธ คนใหญ่ ผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง ๕ ได้สนธิกำลังร่วมกับ นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และเจ้าหน้าที่จากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดปฏิบัติการ ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส ๕ ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อกวาดล้างขบวนการที่ใช้ชื่อบุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ ตลอดจนป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อปกป้องระบบเศรษฐกิจและการแข่งขันทางการค้าของประเทศจากกลุ่มทุนต่างชาติที่อาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

ปฏิบัติการครั้งนี้ดำเนินงานภายใต้การสืบสวนเชิงลึกตามแนวทาง เกาะพะงันโมเดล โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค ๕, ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่, กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง ๕ และตำรวจท่องเที่ยวเชียงใหม่ ได้บูรณาการร่วมกับฝ่ายปกครองจังหวัดเชียงใหม่, กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, กรมที่ดิน และกรมสรรพากร ทำการวิเคราะห์ฐานข้อมูลบริษัทจดทะเบียนในจังหวัดเชียงใหม่ทั้งหมดจำนวน ๓๓,๑๔๕ บริษัท พบว่าเป็นนิติบุคคลที่มีผู้ถือหุ้นเป็นชาวต่างชาติจำนวน ๔,๗๔๑ บริษัท และจากการตรวจสอบอย่างละเอียดของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบนิติบุคคลที่มีลักษณะเข้าข่ายเป็นนอมินีจำนวน ๑,๕๙๑ ราย ก่อนจะคัดกรองจนพบกลุ่มเป้าหมายที่มีรายชื่อกรรมการและผู้ถือหุ้นซ้ำซ้อนกัน ซึ่งเข้าข่ายเป็นนิติบุคคลต่างด้าวต้องสงสัยเป็นนอมินีจำนวน ๓๑ บริษัท

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

สำหรับ ๓๑ บริษัทเป้าหมายนี้ แบ่งเป็นกลุ่มบริษัทที่มีพฤติการณ์ใช้คนไทยถือหุ้นแทนจำนวน ๑๖ บริษัท และกลุ่มบริษัทที่ครอบครองที่ดินโดยมีคนต่างด้าวถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ ๕๐ จำนวน ๑๕ บริษัท ซึ่งกลุ่มบริษัทเหล่านี้มีการถือครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวม ๒๙ แปลง เนื้อที่ ๒๐ ไร่ ๑ งาน ๖๙.๕ ตารางวา คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ ๒๓๓ ล้านบาท นำไปสู่การร้องทุกข์ดำเนินคดี ๓๑ คดี มีผู้ต้องหารวม ๗๔ คน ต่อมาพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ จนสามารถออกหมายจับได้จำนวน ๒๒ หมาย และหมายค้นจำนวน ๑๘ หมาย ครอบคลุมผู้กระทำความผิดหลากหลายสัญชาติ ได้แก่ สัญชาติไทย ๒ คน, เมียนมา ๗ คน, อินเดีย ๓ คน, อังกฤษ ๑ คน และจีน ๙ คน โดยในวันปฏิบัติการสามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้แล้ว ๘ คน แบ่งเป็นสัญชาติไทย ๑ คน, จีน ๒ คน, อินเดีย ๒ คน และเมียนมา ๓ คน
จากการขยายผลตรวจสอบคดีสำคัญในจังหวัดเชียงใหม่ครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบเชิงลึกที่หมู่บ้านหรูแห่งหนึ่งในพื้นที่หมู่ ๘ ตำบลไชยสถาน อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ พบนิติบุคคลต้องสงสัยเป็นนอมินีครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในหมู่บ้านดังกล่าวจำนวน ๔ บริษัท ซึ่งมีพฤติการณ์แอบอ้างสวมสิทธิ์คนไทยอย่างชัดเจน โดยบริษัท เจิง และ บริษัท สมาร์ท ปรากฏชื่อ นาย ร. สัญชาติไทย เป็นผู้ถือหุ้นใน ๗ บริษัท และเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ ๑ บริษัท แต่จากการตรวจสอบพบว่า นาย ร. ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำกลางเชียงใหม่มาตั้งแต่วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ และมีกำหนดพ้นโทษในปี ๒๕๗๐ ซึ่งการจดทะเบียนบริษัทเกิดขึ้นหลังจากที่เขาติดคุกไปแล้ว สอบสวน นาย ร. ให้การรับสารภาพว่า ระหว่างถูกคุมขังได้รับการชักชวนจากเพื่อนผู้ต้องขังให้ร่วมลงทุนและขอบัตรประชาชนพร้อมทะเบียนบ้านตัวจริงไปจดทะเบียน โดยตนไม่เคยได้รับผลตอบแทนและไม่เคยรับรู้เรื่องการดำเนินกิจการใดๆ เชื่อว่าเอกสารส่วนตัวถูกนำไปแอบอ้าง

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

ขณะที่ บริษัท แมนโก้ ปรากฏชื่อ นาย ส. สัญชาติไทย เป็นผู้ถือหุ้น ซึ่งเจ้าตัวให้การว่าไม่เคยรับรู้เรื่องการถือหุ้นหรือเห็นเอกสารทางการเงินใดๆ แต่ยอมรับว่าเคยส่งภาพถ่ายบัตรประชาชนให้นายหน้าอสังหาริมทรัพย์และได้รับเงินสดครั้งละ ๗,๐๐๐ บาท เป็นค่าจ้างให้ไปลงลายมือชื่อในเอกสารทำธุรกรรมซื้อขายที่สำนักงานที่ดิน ส่วนบริษัท แมน ปรากฏชื่อ นาง ช. สัญชาติไทย เป็นผู้ถือหุ้น โดย นาง ช. ให้การปฏิเสธว่าไม่ทราบเรื่องเช่นกัน แต่เคยส่งสำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านให้แก่นายจ้างชาวต่างชาติที่เคยว่าจ้างตนเป็นแม่บ้าน โดยนายจ้างอ้างว่าจะนำไปใช้ดำเนินการเรื่องประกันสังคมและการจ่ายเงินเดือน จนกระทั่งบริษัทปิดกิจการไปและไม่สามารถติดต่อนายจ้างได้อีก ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินคดีทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัทเหล่านี้เรียบร้อยแล้ว

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

ำนักงานตำรวจแห่งชาติยืนยันว่าจะเดินหน้าขยายผลการสืบสวนไปถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นผู้จัดตั้ง ผู้สนับสนุน หรือผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง เพื่อกวาดล้างเครือข่ายธุรกิจผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายหลักในการจัดระเบียบจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ เช่น สุราษฎร์ธานี, ภูเก็ต, กระบี่, พังงา, ชลบุรี และเชียงใหม่ ให้มีการลงทุนและการท่องเที่ยวที่ถูกต้องตามกฎหมาย ป้องกันการเอารัดเอาเปรียบจากกลุ่มทุนต่างชาติ เพื่อให้ประชาชนคนไทยสามารถประกอบอาชีพได้อย่างเป็นธรรม รวมถึงจะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดกับการทุจริตประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐที่บั่นทอนกระบวนการยุติธรรม โดยจะขยายผลปราบปรามในทุกพื้นที่ทั่วประเทศอย่างจริงจัง พร้อมขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนหากพบเห็นเบาะแสกลุ่มทุนต่างชาติที่กระทำผิดกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ หรือสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ๑๕๙๙ ได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง