เจ้าหน้าที่ตำรวจ หน่วยเฉพาะกิจทหาร และฝ่ายปกครอง ร่วมปฏิบัติการเชิงรุก จับกุมผู้ต้องหาสัญชาติมาเลเซียพร้อมอาวุธสงคราม กระสุนปืน และซองกระสุน เตรียมลักลอบออกนอกประเทศ

เผยแพร่เมื่อ ๓๑/๐๘/๒๐๒๕ ๑๕:๕๖

เจ้าหน้าที่ตำรวจ หน่วยเฉพาะกิจทหาร และฝ่ายปกครอง ร่วมปฏิบัติการเชิงรุก จับกุมผู้ต้องหาสัญชาติมาเลเซียพร้อมอาวุธสงคราม กระสุนปืน และซองกระสุน เตรียมลักลอบออกนอกประเทศ

เจ้าหน้าที่ตำรวจ หน่วยเฉพาะกิจทหาร และฝ่ายปกครอง ร่วมปฏิบัติการเชิงรุก จับกุมผู้ต้องหาสัญชาติมาเลเซียพร้อมอาวุธสงคราม กระสุนปืน และซองกระสุน เตรียมลักลอบออกนอกประเทศ


วันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๘ เวลา ๑๓.๐๐ น. ภายใต้การอำนวยการของนายโชตินรินทร์ เกิดสม ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นางสาวณัฐกานต์ สายน้อย นายอำเภอสะเดา พร้อมด้วยหน่วยงานความมั่นคงหลายฝ่าย อาทิ กลุ่มงานความมั่นคงอำเภอสะเดา สถานีตำรวจภูธรสะเดา หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ ๕ และ ร้อย ร.๕๐๒๑ ร่วมกันแถลงข่าวผลการปฏิบัติการเชิงรุก สกัดกั้นการลักลอบขนอาวุธสงครามข้ามชาติ หลังสามารถจับกุมผู้ต้องหาสัญชาติมาเลเซียได้พร้อมของกลางจำนวนมาก


. เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๖๘ เวลา ๑๗.๓๕ น. ขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สะเดา ตั้งจุดตรวจสกัดแบบ Pop-up บนถนนกาญจนวนิช สายสะเดา–ด่านนอก บริเวณหน้าป้อมสายตรวจบ้านด่านนอก หมู่ ๗ ตำบลสำนักขาม ได้ตรวจพบรถยนต์ KIA OPTIMA TF ๒.๐ สีขาว ทะเบียน PPM๕๔๔๔ (ประเทศมาเลเซีย) มีพิรุธจึงขอเข้าตรวจค้น พบอาวุธสงครามและกระสุนปืนจำนวนมากซุกซ่อนอยู่ภายในรถ ประกอบด้วย ปืนสงครามแยกชิ้นส่วน ๒ กระบอก กระสุนขนาด ๕.๕๖ มม. ๓๐๐ นัด กระสุนขนาด .๔๕ นิ้ว ๑๐๐ นัด กระสุนขนาด ๙ มม. ๕๐ นัด ซองกระสุนปืนขนาด ๕.๕๖ มม. จำนวน ๗ ซอง รวมทั้งรถยนต์คันดังกล่าว โดยมีผู้ต้องหาชายชาวมาเลเซีย อายุ ๔๒ ปี อยู่ในที่เกิดเหตุ


. จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหารับสารภาพว่าได้รับการว่าจ้างจากชาวมาเลเซียในรัฐปีนัง ให้ลักลอบขนอาวุธออกนอกประเทศ โดยมีค่าจ้าง ๑๐,๐๐๐ ริงกิตมาเลเซีย แต่ถูกเจ้าหน้าที่สกัดจับได้ก่อน เจ้าหน้าที่จึงได้ตรวจยึดของกลางทั้งหมด และควบคุมตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีในข้อหา มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้ไว้ในครอบครอง เสพยาเสพติดให้โทษประเภท ๑ (เมทแอมเฟตามีน) และขับขี่รถในขณะเสพยาเสพติดให้โทษประเภท ๑ พร้อมจัดทำบันทึกภาพและแผนที่ประกอบสำนวนคดีเรียบร้อย


. การจับกุมครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จของการบูรณาการทุกภาคส่วนในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ สร้างความมั่นคงและความปลอดภัยให้กับประชาชนทั้งสองฝั่งชายแดน