กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ตั้งเป้าฟื้นฟูป่าชายเลนของประเทศให้ได้ ๕๐๐,๐๐๐ ไร่ บริเวณชายฝั่ง ๒๔ จังหวัดทั่วประเทศ ภายในปี ๒๕๗๓
นายปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กล่าวว่า กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) และภาคีเครือข่ายป่าชายเลนประเทศไทย ได้ทำโครงการขับเคลื่อนภาคีเครือข่ายป่าชายเลนประเทศไทย (TMA) ประจำปี ๒๕๖๘ พร้อมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือเพื่อร่วมกันอนุรักษ์ ฟื้นฟู และปกป้องทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ครั้งที่ ๓ โดยภาคีเครือข่ายป่าชายเลนประเทศไทย (TMA) เป็นแพลตฟอร์มกลางที่ ทช. เริ่มใช้ตั้งแต่ปี ๒๕๖๗ เพื่อบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลนของประเทศ ซึ่งเป็นการต่อยอดจากโครงการความร่วมมือระหว่างประเทศที่ผ่านมา คือ โครงการป่าชายเลนเพื่ออนาคต พ.ศ. ๒๕๔๙–๒๕๖๑ และพันธมิตรดาวกับประเทศไทยเพื่อป่าชายเลน พ.ศ. ๒๕๖๒–๒๕๖๖ ซึ่ง TMA ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่เป็นการต่อยอดจากรากฐานของการอนุรักษ์และความร่วมมือที่มีอยู่เดิม เน้นการฟื้นฟูระบบนิเวศป่าชายเลนอย่างบูรณาการ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม โดยมีชุมชนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาการขับเคลื่อนภาคีเครือข่ายป่าชายเลนประเทศไทย ซึ่งจะดำเนินการตาม Roadmap ๕ แนวทางหลัก คือ การอนุรักษ์และฟื้นฟู // การวิจัย นวัตกรรมและการนำไปใช้ประโยชน์ // การให้ความรู้ สร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของชุมชน // การส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน และสุดท้าย การพัฒนากลไกทางการเงินและกฎหมาย โดยตั้งเป้าหมายยกระดับพื้นที่ป่าชายเลน ๒๕๐,๐๐๐ ไร่ ให้เป็นป่าชายเลนสำหรับชุมชน ภายในปี ๒๕๗๐ รวมถึง ฟื้นฟูพื้นที่ป่าชายเลนไม่น้อยกว่า ๕๐๐,๐๐๐ ไร่ และบริหารจัดการพื้นที่ป่าชายเลนร้อยละ ๓๐ ของพื้นที่ป่าชายเลนคงสภาพ ครอบคลุมพื้นที่ชายฝั่ง ๒๔ จังหวัดทั่วประเทศ ภายในปี ๒๕๗๓ ทั้งนี้ ในอนาคตยังช่วยสนับสนุนเป้าหมายระดับชาติที่จะบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net-Zero Emission เป้าหมายด้านความหลากหลายทางชีวภาพ และการอนุรักษ์และฟื้นฟูพื้นที่ทางบกและทางทะเล

ด้าน ศาสตราจารย์ สนิท อักษรแก้ว ประธานกรรมการภาคีเครือข่ายฯ กล่าวว่า การอนุรักษ์ป่าชายเลนเป็นการรักษาความมั่นคงของระบบนิเวศ ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ป่าชายเลนทำหน้าที่เป็นแนวป้องกันคลื่นลมและการกัดเซาะชายฝั่ง ช่วยลดผลกระทบจากภัยธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อีกทั้งยังเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน สนับสนุนการประมงพื้นบ้าน สร้างรายได้ให้กับชุมชนชายฝั่ง และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
