ชาวบ้านยะลา เร่งประดิษฐ์ เรือพระ สืบสานประเพณีชักพระ สร้างความสามัคคีในชุมชนวัดชมพูสถิต

เผยแพร่เมื่อ ๑๓/๐๙/๒๐๒๕ ๐๖:๔๖

ชาวบ้านยะลา เร่งประดิษฐ์ เรือพระ สืบสานประเพณีชักพระ สร้างความสามัคคีในชุมชนวัดชมพูสถิต

แชมป์ ๒ สมัย วัดชมพูสถิต ชาวบ้าน เร่งประดิษฐ์ เรือพระสร้างสรรค์ สืบสานประเพณีชักพระ สร้างสามัคคี เน้นใช้วัสดุธรรมชาติและวัสดุเหลือใช้


ชาวบ้านในพื้นที่จังหวัดยะลา กำลังเร่งประดิษฐ์ เรือพระ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับงานประเพณีชักพระหรือลากพระ ซึ่งเป็นประเพณีสำคัญที่จัดขึ้นหลังวันออกพรรษา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสืบสานวัฒนธรรมและส่งเสริมความสามัคคีของคนในท้องถิ่น


ที่วัดชมพูสถิต ชุมชนได้ร่วมกันจัดเตรียมวัสดุเพื่อตกแต่งเรือพระขนาดความยาว ๑๐ เมตร และกว้าง ๕-๖ เมตร โดยวัดแห่งนี้เคยคว้าแชมป์เรือพระประเภทสร้างสรรค์ในงานชักพระเทศบาลนครยะลามาแล้ว ๒ สมัยติดต่อกัน

นายกรกมล จันทร์งาม นายช่างผู้ออกแบบเรือพระของวัดชมพูสถิต เผยว่า การทำเรือพระของวัดทุ่งยามู (ชื่อเดิม) มีมานานกว่า ๒๐ ปี แต่ในช่วง ๔-๕ ปีที่ผ่านมา ตนเองได้เข้ามาปรับเปลี่ยนแนวคิด จากเดิมที่ทำเรือยอดซึ่งต้องใช้ช่างฝีมือเฉพาะทาง มาเป็น เรือพระสร้างสรรค์ เพื่อเปิดโอกาสให้ชาวบ้านทุกเพศทุกวัยได้มีส่วนร่วมมากขึ้น

พอเราเปลี่ยนมาเป็นเรือสร้างสรรค์ พ่อแม่ พี่น้อง ลูกเด็กเล็กแดง ก็มาร่วมกันได้เต็มที่ ทุกคนให้ความร่วมมือดีมาก เพราะนอกจากจะได้ประดิษฐ์เรือแล้ว ยังได้มาทำอาหาร พูดคุย และสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ให้กับหมู่บ้าน นายกรกมลกล่าว

ความโดดเด่นของเรือพระสร้างสรรค์วัดชมพูสถิต คือ การเลือกใช้วัสดุที่หลากหลายและมีความหมาย โดยเฉพาะวัสดุธรรมชาติและวัสดุเหลือใช้ เช่น กาบมะพร้าว หรือใบไม้แห้ง ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยประหยัดงบประมาณ แต่ยังแสดงถึงความคิดสร้างสรรค์ของชุมชนอีกด้วย

องค์ประกอบหลักของเรือพระยังคงไว้ซึ่งส่วนสำคัญ เช่น บุษบก ห้องพระ และพญานาค ควบคู่ไปกับการตกแต่งด้วยวัสดุธรรมชาติ และการนำเสนอเรื่องราวพุทธประวัติหรือสัญลักษณ์ทางศาสนา

การทำเรือพระใช้เวลาประมาณ ๓-๔ เดือน แม้ปีนี้จะเริ่มต้นช้า แต่ทางวัดก็มั่นใจว่าจะแล้วเสร็จทันเข้าร่วมขบวนแห่ในงานชักพระเทศบาลฯ ช่วงต้นเดือนตุลาคมอย่างแน่นอน

กิจกรรมนี้ถือเป็นประเพณีประจำปีของชาวไทยพุทธในแต่ละชุมชน ที่เปิดโอกาสให้ทุกวัยได้มีส่วนร่วม ทั้งผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ และเด็ก ๆ ได้ร่วมแรงร่วมใจกันประดิษฐ์เรือพระเพื่อสืบทอดประเพณีท้องถิ่นที่สำคัญ และเป็นสื่อกลางในการสร้างความสามัคคีที่ยิ่งใหญ่ให้กับชาวจังหวัดยะลา

นายกรกมลยังกล่าวทิ้งท้ายว่า อยากให้เยาวชนคนรุ่นหลังเข้ามามีส่วนร่วมและอนุรักษ์ประเพณีดั้งเดิมของบรรพบุรุษไว้ เพราะหากเราไม่ช่วยกัน ประเพณีเหล่านี้อาจสูญหายไปในอนาคต