พลังสังคม เหนือ นโยบายรัฐ ชาวบ้านชายแดนใต้ลุกฮือปฏิเสธกระท่อม ชี้ผลกระทบเกินควบคุม

เผยแพร่เมื่อ ๑๒/๐๙/๒๐๒๕ ๐๗:๕๑

พลังสังคม เหนือ นโยบายรัฐ ชาวบ้านชายแดนใต้ลุกฮือปฏิเสธกระท่อม ชี้ผลกระทบเกินควบคุม

พลังสังคม เหนือ นโยบายรัฐ ชาวบ้านชายแดนใต้ลุกฮือปฏิเสธกระท่อม ชี้ผลกระทบเกินควบคุม

เสียงจากพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ดังขึ้นอย่างกึกก้อง เพื่อปฏิเสธนโยบายกระท่อมเสรี โดย นายธีรวิทย์ เฑียรฆโรจน์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและสนับสนุนงานพัฒนาเพื่อความมั่นคง (กสม.) ศอ.บต. ได้ออกมาเปิดเผยความสำเร็จในการขับเคลื่อนงานเชิงบูรณาการกับทุกภาคส่วน ซึ่งไม่ใช่ผลงานของภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก พลังสังคม ที่ลุกขึ้นเป็นเจ้าของปัญหาและร่วมกันแก้ไข

ภายใต้การนำของ พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ เลขาธิการ ศอ.บต. ที่สั่งการให้มีการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง นายธีรวิทย์ได้นำทีมขับเคลื่อนงานจนเกิดผลลัพธ์ที่น่าพอใจ โดยระบุว่า ภาคประชาสังคม และ ภาคประชาชน ได้แสดงพลังอย่างแท้จริงในการสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชน ด้วยการลุกขึ้นมาปฏิเสธการใช้และจำหน่ายกระท่อม มีการตัดโค่นต้นกระท่อมในหลายพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นบ้านควนปะนาเระ มายอ ปัตตานี , บ้านบูดี อำเภอเมือง, ที่รามัน, และชุมชนจารูตลาดเก่า ยะลา ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจาก ปฏิบัติการของรัฐ สู่ พลังของชุมชน อย่างชัดเจน

นี่คือความสำเร็จของพลังสังคม ไม่ใช่ของภาครัฐ นายธีรวิทย์เน้นย้ำ

ความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากการทำงานแบบบูรณาการที่ไร้รอยต่อระหว่างหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น ศอ.บต. ภาครัฐ, ป.ป.ส., กระทรวงสาธารณสุข, ภาคประชาสังคม และ สื่อมวลชน การผนึกกำลังเช่นนี้ทำให้การแก้ปัญหามีความครบวงจร ตั้งแต่การสร้างความตระหนักรู้ การปราบปราม ไปจนถึงการบำบัดฟื้นฟู และการส่งเสริมอาชีพ ทำให้ปัญหากระท่อมไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเรื่องของอาชญากรรมเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นเรื่องของสุขภาพและสังคมด้วย

การที่ชุมชนจำนวนมากในพื้นที่พร้อมใจกันออกมาปฏิเสธกระท่อมและมีแนวโน้มที่จะต้องการให้กระท่อมกลับเข้าสู่บัญชียาเสพติดอีกครั้ง ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนไปยังรัฐบาล ซึ่งมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายนี้

แม้ว่านโยบายปลดล็อกกระท่อมของ พรรคภูมิใจไทย จะมีเป้าหมายเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการแพทย์ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนใต้กลับสวนทางกัน โดยเฉพาะการแพร่ระบาดในกลุ่มเยาวชนและการนำไปใช้ในทางที่ผิดอย่างการทำ น้ำกระท่อม ๔x๑๐๐ ทำให้เกิดแรงกดดันมหาศาลต่อรัฐบาลให้ต้องพิจารณานโยบายอย่างจริงจังอีกครั้ง

แรงกดดันจากหลักฐานเชิงประจักษ์ในพื้นที่เช่นนี้อาจนำไปสู่การทบทวน พ.ร.บ.พืชกระท่อม เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุม หรือในกรณีที่แรงกดดันมีมากพอ ก็อาจมีความเป็นไปได้ที่จะมีการนำกระท่อมกลับเข้าสู่บัญชียาเสพติดอีกครั้ง เพื่อป้องกันผลกระทบทางสังคมที่รุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้ในอนาคต

และการลุกขึ้นสู้ของ พลังสังคม ในชายแดนใต้ครั้งนี้ จึงเป็นเสียงสะท้อนที่รัฐบาลไม่ควรมองข้าม หากต้องการแก้ไขปัญหาสังคมอย่างยั่งยืน