ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมแม่ทัพภาคที่ ๑ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อุทกภัย และตรวจความมั่นคงแนวบังเกอร์กั้นน้ำหน้าวัดไชยวัฒนาราม
วันนี้ ๑๑ กันยายน ๒๕๖๘ เวลา ๑๐.๐๐ น. ณ บริเวณหน้าวัดไชยวัฒนาราม ตำบลบ้านป้อม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พลโท อมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ ๑ พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อุทกภัยและตรวจสอบระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา โดยมีนาย นิวัฒน์ รุ่งสาคร ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้การต้อนรับและร่วมลงพื้นที่ พร้อมด้วยนางสมทรง พันธุ์เจริญวรกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดฯ พ.อ.ภัทราวุธ ทิพโกมุท รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ ๑๘ พล.ต.เบญจพล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ผู้บัญชาการกองพลที่ ๒ รักษาพระองค์ พ.ต.อ.นิรุธ ประสิทธิเมตต์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดฯ พ.อ.วีระชัย ผองแก้ว รองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดฯ นางปวีณา ทองสกุลพันธ์ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดฯ นายรณฤทธิ์ ปัญญากวาว ผู้อำนวยการโครงการชลประทานฯ นางอมรรัตน์ กรึงไกร นายอำเภอพระนครศรีอยุธยา ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่และรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์น้ำในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
สถานการณ์ปัจจุบัน กรมชลประทานยังคงดำเนินการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา ๑,๙๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ ๖ อำเภอ ได้แก่ อำเภอผักไห่, เสนา, บางบาล, บางไทร, พระนครศรีอยุธยา และบางปะอิน โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งได้รับผลกระทบจากน้ำล้นตลิ่ง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีน้ำท่วมเข้าสู่พื้นที่เศรษฐกิจหรือบริเวณเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา โดยมีครัวเรือนประมาณ ๒๐,๐๐๐ ครัวเรือนใน ๖ อำเภอที่ได้รับผลกระทบนอกแนวคันกั้นน้ำ
ในส่วนของมาตรการป้องกันและรับมือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานทหาร ภาครัฐ และประชาชนในพื้นที่ จัดวางกระสอบทรายเพื่อเสริมแนวบังเกอร์กั้นน้ำโดยเฉพาะบริเวณจุดเสี่ยง เช่น หน้าวัดไชยวัฒนาราม พร้อมเตรียมแผนยกคันกั้นน้ำถนนอู่ทองหากระดับน้ำมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น
ทั้งนี้ จังหวัดฯ ได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขอคงอัตราการระบายน้ำไว้ที่ ๑,๙๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที พร้อมมีแผนการระบายน้ำลงสู่ทุ่งรับน้ำหลังวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๖๘ เพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชน โดยคาดว่าระดับน้ำในปีนี้จะใกล้เคียงกับปี ๒๕๖๗ โดยอาจมีระดับสูงสุดประมาณ ๒,๐๐๐ – ๒,๑๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจะส่งผลกระทบเพียงเล็กน้อยในพื้นที่ ๖ อำเภอที่มีความเสี่ยง คาดว่าสถานการณ์จะคลี่คลายดีขึ้นตั้งแต่กลางเดือนตุลาคม ๒๕๖๘ เป็นต้นไป เมื่อปริมาณฝนในภาคเหนือลดลง และเขื่อนหลักจะทยอยลดอัตราการระบายน้ำลงอย่างต่อเนื่อง
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเน้นย้ำให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากทางราชการ และปฏิบัติตามคำแนะนำจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน