สทนช. เร่งบริหารจัดการแหล่งน้ำเสี่ยงล้นความจุเก็บกัก หลังปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้นในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อลดผลกระทบให้กับประชาชาชนและรับมือฝนช่วงปลายฤดู

เผยแพร่เมื่อ ๑๑/๐๙/๒๐๒๕ ๑๐:๕๓

สทนช. เร่งบริหารจัดการแหล่งน้ำเสี่ยงล้นความจุเก็บกัก หลังปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้นในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อลดผลกระทบให้กับประชาชาชนและรับมือฝนช่วงปลายฤดู

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เร่งบริหารจัดการแหล่งน้ำเสี่ยงล้นความจุเก็บกัก หลังปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้นในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อลดผลกระทบให้กับประชาชาชนและรับมือฝนช่วงปลายฤดู
นายสุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะประธานคณะทำงานอำนวยการบริหารจัดการน้ำส่วนหน้า (ชั่วคราว) ในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า จากอิทธิพลของพายุ วิภา , คาจิกิ และ หนองฟ้า ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่ของลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ ปัจจุบันระดับน้ำในแม่น้ำโขงจะไม่สูงมากนัก แต่ปริมาณน้ำในแหล่งน้ำหลายแห่งเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ประกอบกับ กรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. ประเมินช่วง ๒ - ๓ วันนี้ ยังคงมีแนวโน้มฝนตกในพื้นที่ค่อนข้างมาก จากนั้นฝนจะลดลงแต่ยังคงตกต่อเนื่อง ก่อนจะกลับมาตกเพิ่มขึ้นอีกครั้งช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคมนี้ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) จึงได้ประชุมร่วมกับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือแนวทางการบริหารจัดการน้ำในแหล่งน้ำที่มีแนวโน้มเกินความจุเก็บกักและซักซ้อมการเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยร่วมกัน เพื่อป้องกันและบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะหนองหาร จังหวัดสกลนคร ที่มีปริมาณน้ำเกินความจุเก็บกัก แต่ปัจจุบันปริมาณน้ำในหนองหารลดลงเหลือร้อยละ ๙๘ ของความจุเก็บกัก และยังคงพร่องน้ำต่อเนื่องเตรียมพื้นที่ว่างรองรับปริมาณน้ำหากเกิดฝนตกหนักระลอกใหม่ พร้อมเร่งกำจัดวัชพืชที่ขวางทางน้ำบริเวณประตูระบายน้ำสุรัสวดี และติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติมบริเวณประตูระบายน้ำหนองบึง เพื่อให้การระบายน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ




สำหรับเขื่อนน้ำอูน จังหวัดสกลนคร มีปริมาณน้ำมากถึงร้อยละ ๙๐ ของความจุเก็บกัก คาดว่าในอีก ๗ วันข้างหน้า อาจเพิ่มสูงขึ้นเป็นร้อยละ ๙๔ - ๙๗ ของความจุเก็บกัก โดยมีการระบายน้ำสูงสุดตามศักยภาพเพื่อพร่องน้ำ ควบคู่กับการสนับสนุนภาคเกษตรกรรมและให้กรมชลประทานเตรียมแผนสำรองรองรับกรณีเกิดฝนตกหนักและน้ำเกินความจุเก็บกัก เช่น การใช้ระบบกาลักน้ำเพิ่มการระบายน้ำ โดยกำชับให้คำนึงถึงผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำอย่างรอบคอบ ส่วนเขื่อนห้วยหลวง จังหวัดอุดรธานี ปัจจุบันมีปริมาณน้ำร้อยละ ๙๗ ของความจุเก็บกัก และมีแนวโน้มเกินความจุในอีก ๗ วันข้างหน้าเช่นกัน จึงได้พิจารณาพร่องน้ำเพิ่มเติมป้องกันน้ำล้นเขื่อน พร้อมเร่งผลักดันการระบายน้ำในพื้นที่ท้ายน้ำที่มีลักษณะเป็นคอคอด ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ และเสริมคันกั้นน้ำเพิ่มเติมในจุดที่เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำลดผลกระทบให้ได้มากที่สุด


รูปภาพ


ทั้งนี้ แหล่งน้ำที่มีความเชื่อมโยงกันในแต่ละจังหวัด เช่น ปริมาณน้ำจากหนองหารที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขงที่จังหวัดนครพนม และปริมาณน้ำจากเขื่อนห้วยหลวงที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขงที่จังหวัดบึงกาฬและหนองคายจะต้องบริหารจัดการให้สอดคล้องกันในภาพรวม โดยให้ทุกจังหวัดและหน่วยงานประสานงานกันอย่างใกล้ชิด และให้ประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำให้ประชาชนได้รับทราบอย่างทั่วถึง ขณะนี้ฤดูฝนยังคงเหลือเวลาอีกประมาณ ๑ เดือน ซึ่งปริมาณน้ำที่กักเก็บไว้จำนวนมากในแหล่งน้ำต่างๆ จะสามารถใช้ประโยชน์ช่วยส่งเสริมกิจกรรมช่วงหน้าแล้งที่จะมาถึงอย่างเต็มศักยภาพ


รูปภาพ