ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) สกัดโอนเงิน ๑๒.๘ ล้านบาท ช่วยเหยื่อ ๓๔ ราย

เผยแพร่เมื่อ ๑๙/๐๑/๒๐๒๖ ๐๕:๑๘

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) สกัดโอนเงิน ๑๒.๘ ล้านบาท ช่วยเหยื่อ ๓๔ ราย

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดสถิติคดีและความเสียหายในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาหลังมีการดำเนินการสืบสวนจับกุมพร้อมช่วยเหลือเหยื่อจากการถูกหลอกลวงภายใต้ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC)

class=wp-image-47604

ตั้งแต่วันที่ ๑๑-๑๗ ม.ค.๖๙ มีคดีที่รับแจ้งเข้ามาผ่านทาง Thaipoliceonline จำนวน ๗,๕๑๘ คดี มูลค่าความเสียหาย ๓๘๑,๕๓๓,๙๕๕ บาท (เฉลี่ยประมาณ ๕๔.๕๐ล้านบาทต่อวัน) ซึ่งคดีที่รับแจ้งรอบนี้ลดลงจากห้วงวันที่ ๔ – ๑๐ ม.ค.๖๙ จำนวน ๒๒๒ คดี และพบว่ามูลค่าความเสียหายลดลงกว่า ๓,๓๑๖,๐๕๒ บาทแม้ว่าภาพรวมจำนวนคดีจะลดลงเกือบ ๓% แต่มูลค่าความเสียหายกลับลดลงเพียงไม่ถึง ๑% สะท้อนว่ามูลค่าความเสียหายหายเฉลี่ยต่อคดีในสัปดาห์นี้อาจจะสูงขึ้นกว่าสัปดาห์ที่แล้ว

หากนับเชิงปริมาณของคดีที่มีการแจ้งเข้ามา อันดับ ๑. ยังคงเป็นการหลอกซื้อขายสินค้าออนไลน์ มีจำนวนมากถึง ๖๙.๑% ซึ่งครองสัดส่วนสูงที่สุดอย่างชัดเจน แสดงให้เห็นว่าการซื้อของออนไลน์ยังคงเป็นช่องทางหลักที่มิจฉาชีพใช้เข้าถึงเหยื่อได้ง่ายที่สุด โดยคนร้ายเน้นหลอกคนจำนวนมาก กระจายตัวกว้าง แม้ว่ามูลค่าต่อคดีจะไม่สูงนัก แต่ก็ยังเป็นภัยคุกคามวงกว้าง ขณะที่อันดับ ๒. คือการหลอกโอนเงินเพื่อรับรางวัลฯและอันดับที่ ๓. คือการหลอกให้โอนหารายได้พิเศษ เช่นเดียวกับสัปดาห์ที่แล้ว

ดังนั้นวิธีป้องกันตนเองจากการถูกหลอกลวงจากการซื้อสินค้าทางออนไลน์ ประชาชนควรเลือกซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ ผ่านแพลตฟอร์มที่มีระบบ กระเป๋าเงินกลาง เช่น TikTokShop, Lazada และShopee ซึ่งเป็นระบบที่แพลตฟอร์มจะรับเงินจากผู้ซื้อไว้ชั่วคราว และจะโอนเงินให้ผู้ขายก็ต่อเมื่อผู้ซื้อได้รับสินค้าเรียบร้อยแล้วและยืนยันว่าถูกต้องตรงตามที่สั่งซื้อ หากเกิดปัญหา เช่น ไม่ได้รับสินค้า, สินค้าปลอม หรือไม่ตรงปก ผู้ซื้อสามารถร้องเรียนผ่านแพลตฟอร์มได้ โดยแพลตฟอร์มจะตรวจสอบและระงับการโอนเงินให้ผู้ขาย

โดยเฉพาะการซื้อผ่าน TikTok ควรซื้อผ่านการปักตะกร้าเท่านั้น และควรหลีกเลี่ยงการตกลงซื้อขายนอกระบบหรือโอนเงินให้ผู้ขายโดยตรง เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง ทั้งนี้แพลตฟอร์ม Facebook, Instagram (IG) และ X (Twitter) เป็นช่องทางที่มิจฉาชีพมักใช้หลอกลวงมากที่สุด เพราะไม่มีกระเป๋าเงินกลาง ไม่สามารถคุ้มครองผู้ซื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงขอให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวัง ตรวจสอบร้านค้าให้รอบคอบ และหลีกเลี่ยงการซื้อขายที่ไม่มีหลักฐาน เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการถูกหลอกซื้อขายสินค้าออนไลน์

ขณะที่หากเทียบในเชิงมูลค่าความเสียหายพบว่าอันดับคดีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยอันดับ๑. พบความเสียหายเท่ากันใน ๒ รูปแบบ คือ การหลอกให้โอนเงินเพื่อรับรางวัลฯ และการหลอกให้โอนเงินเพื่อหารายได้พิเศษ แสดงให้เห็นว่ามิจฉาชีพยังคงเน้นการใช้ ความโลภ หรือ ความต้องการรายได้เสริม เป็นเครื่องมือหลัก ขณะที่อันดับ ๒. เป็นการข่มขู่ท่างโทรศัพท์ ที่มียอดความเสียหายใกล้เคียงกับอันดับ ๑ เป็นอย่างมาก แสดงให้เห็นว่าการใช้วิธีทำให้เหยื่อตกใจกลัว ยังคงได้ผลสูงในเชิงมูลค่า

ขณะที่ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเคสรับแจ้งผ่านทางศูนย์ ACSC และสามารถประสานงานร่วมกันกับทุกภาคส่วน ประกอบกับประสานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เข้าตรวจสอบพร้อมช่วยเหลือเหยื่ออย่างทันท่วงที โดยเป็นการเข้าตรวจสอบทั้งหมด ๒๐ เคส สามารถช่วยเหลือรวมทั้งระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนจะโอนเงินไปยังบัญชีของมิจฉาชีพได้ทั้งหมดจำนวน ๓๔ รายคิดเป็นจำนวนเงินกว่า ๑๒,๘๐๘,๘๒๑ บาท สามารถจับกุมได้ ๔ คดี

สำหรับเคสการช่วยเหลือที่น่าสนใจและมีมูลค่าสูง ได้แก่

เคสที่๑ เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านลาด เข้าช่วยเหลือผู้เสียหาย เป็นชายวัย ๔๐ ปี หลังตกเป็นเหยื่อขบวนการหลอกลวงทางออนไลน์ในลักษณะชักชวนให้ร่วมลงทุนหุ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านลาด ร่วมกับ กก.สส.ภ.จว.เพชรบุรี จึงรีบลงพื้นที่เข้าตรวจสอบที่พักอาศัย กลับไม่พบตัวผู้เสียหาย พบเพียงบิดาและมารดาให้ข้อมูลว่า ผู้เสียหายทำงานอยู่ที่ อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์

เจ้าหน้าที่จึงประสานพูดคุยผ่านทางโทรศัพท์และวิดีโอคอล จนทราบว่าผู้เสียหายได้โอนเงินจากบัญชีของตนเองไปยังบัญชีปลายทางของกลุ่มคนร้ายหลายครั้ง โดยแม้ธนาคารกสิกรไทยจะมีการแจ้งเตือนว่าบัญชีปลายทางอาจเข้าข่ายเป็นบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวง แต่ผู้เสียหายกลับไม่เชื่อ จนกระทั่งบัญขีของตนถูกอายัดไม่สามารถทำธุรกรรมได้ จึงเริ่มสงสัยและติดต่อธนาคารอีกครั้ง ก่อนเชื่อว่าถูกหลอกจริง และรีบแจ้งสายด่วน ๑๔๔๑ เพื่อดำเนินการอายัดบัญชีที่เกี่ยวข้อง

จากการสอบสวนพบว่า ผู้เสียหายถูกหลอกให้ลงทุนหุ้นตั้งแต่ช่วงเดือน ก.ค.๖๘ หลังรู้จักคนร้ายผ่านทางออนไลน์และติดต่อกันผ่านแอปพลิเคชันชื่อ Binance โดยมีการโอนเงินไปยังบัญชีบริษัทต่างๆ รวม ๑๒ ครั้ง รวมมูลค่าความเสียหายกว่า ๓,๙๐๐,๐๐๐ บาท จนล่าสุดผู้เสียหายเหลือเงินติดบัญชีเพียง ๓๐,๐๐๐ บาท

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแจ้งให้ผู้เสียหายหยุดติตต่อกับคนร้ายทุกช่องทาง หรือหากคนร้ายมีการติดต่อมาอีกให้รีบแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบทุกครั้ง และให้ผู้เสียหายดำเนินการอายัดบัญชีเกี่ยวข้องทั้งหมด จากนั้นรวบรวมพยานหลักฐานเข้าแจ้งความเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เคสที่๒ เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองหนองคาย เข้าช่วยเหลือผู้เสียหาย เป็นหญิงวัย ๖๗ ปี อดีตข้าราชการครู หลังพบว่าถูกคนร้ายใช้กลอุบายหลอกลวงทางทางโทรศัพท์ โดยอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่จากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน แจ้งว่ามีเอกสารประวัติ กพ.๗ ให้ดำเนินการกรอกข้อมูลและแจ้งบัญชีธนาคาร เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ของทายาท

จากนั้นคนร้ายได้หลอกลวงให้ผู้เสียหายติดต่อผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์ และชักจูงให้เข้าใช้งานแอปพลิเคชันธนาคาร พร้อมสั่งการให้ดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ รวมถึงการเปลี่ยนภาษาของระบบ จนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินจากบัญชีธนาคาร จำนวน ๕ ครั้ง รวมมูลค่าความเสียหาย ๒,๒๑๓,๐๐๐ บาท

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรีบไปพบผู้เสียหายพร้อมอธิบายเหตุการณ์ให้ผู้เสียหายรู้ตัวว่าถูกหลอก ให้หยุดโอนเงินทันที และให้คำแนะนำในการรวบรวมพยานหลักฐานเข้าแจ้งความ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เคสที่๓ เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองนราธิวาส เข้าช่วยเหลือผู้เสียหาย เป็นหญิงวัย ๖๑ ปี หลังตกเป็นเหยื่อขบวนการมิจฉาชีพซ่อนกลอุบายหลอกลวงซ้ำซ้อน รวมมูลค่าความเสียหายนับล้านบาท โดยเริ่มจากผู้เสียหายซื้อกำไลทองผ่านเพจมิจฉาชีพเฟซบุ๊กชื่อ ศรีทรัพย์ มั่นคง เสนอขายทองคำ พร้อมรับประกันว่าสินค้าตรงปก ๑๐๐% จากนั้นคนร้ายใช้วิธีเร่งรัดให้โอนเงินให้ตัดสินใจซื้อ เสนอส่วนลด และอ้างเหตุเลี่ยงภาษีเพื่อหายผู้เสียหายโอนเงินแยกเป็น ๒ ครั้ง รวมเป็นเงิน ๗๓,๐๐๐ บาท

ภายหลังโอนเงินครบ เพจยืนยันการรับชำระและแจ้งว่าจะจัดส่งสินค้าในวันเดียวกัน แต่เมื่อผู้เสียหายติดตามสอบถามหมายเลขพัสดุ กลับได้รับการบ่ายเบี่ยง ก่อนที่เพจจะเงียบหายและไม่ส่งสินค้าตามที่ตกลงไว้

ต่อมาผู้เสียหายพยายามค้นหาช่องทางช่วยเหลือผ่านแอปพลิชันเฟซบุ๊ก ได้หลงเชื่อติดต่อเพจที่แอบอ้างชื่อ ตำรวจไซเบอร์ (บช.สอท.) ซึ่งคนร้ายอ้างว่าคดีได้ถูกส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว ก่อนชักจูงให้ติดต่อบุคคลที่อ้างว่าเป็นทนายความผ่านแอปพลิเคชันไลน์ เพื่อดำเนินการขอเงินคืน

โดยใช้กลอุบายอ้างว่าเงินจำนวน ๗๓,๐๐๐ บาท ถูกนำไปหมุนเวียนในตลาดหลักทรัพย์ และถูกเทรดจนมียอดเงินรวมผลกำไรสูงถึงประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ บาท จากนั้นอ้างเงื่อนไขว่าผู้เสียหายต้องชำระค่าดำเนินการและค่าประกันความเสี่ยง จำนวน ๑๖๐,๐๐๐ บาท เพื่อหยุดระบบเทรดและถอนเงินออกมา

ภายหลังการโอนเงิน คนร้ายยังคงสร้างสถานการณ์เท็จ อ้างเกิดข้อผิดพลาดในการถอนเงินและเรียกเก็บค่าภาษีหรือค่าปลดล็อกพอร์ตเพิ่มเติม เพื่อพยายามหลอกให้โอนเงินซ้ำอีกหลายครั้ง มูลค่าความเสียหายรวม ๑,๗๓๐,๕๘๐ บาท

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรีบไปพบผู้เสียหายพร้อมอธิบายเหตุการณ์ให้ผู้เสียหายรู้ตัวว่าถูกหลอก ให้หยุดโอนเงินทันที และให้ผู้เสียหายรวบรวมพยานหลักฐานเข้าแจ้งความเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ส่วนผลงานการจับกุมที่น่าสนใจ คดีของ ศปอส.ภ.๕ จับกุมผู้ต้องหาซึ่งเป็นหนึ่งในเครือข่ายถอนเงินให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังได้รับการประสานข้อมูลคดีจากเจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC และตรวจสอบพบความเชื่อมโยงกับขบวนการถอนเงินผิดกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับหลายเคสไอดี(ผู้เสียหายแจ้งความไว้)

จากการสืบสวนพบว่า ผู้ทำหน้าที่กดถอนเงินสดจากตู้ ATM คือ นายอวี้เซิงฯ อายุ ๒๗ ปี มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับการถอนเงินให้เครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลายคดี กระทั่งทราบความเคลื่อนไหวว่า ผู้ต้องหามักปรากฏตัวอยู่ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เจ้าหน้าที่จึงรวบรวมพยานหลักฐานและลงพื้นที่เฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด

ต่อมา เจ้าหน้าที่พบนายอวี้เซิงฯ กำลังทำการถอนเงินสด บริเวณตู้ ATMหน้าห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งใน จ.เชียงใหม่ จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบและสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงิน ก่อนเชิญตัวมายัง ศปอส.ภ.๕ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย

จากการตรวจค้นพบของกลางเป็นเงินสด จำนวน ๓๘,๐๐๐ บาท และโทรศัพท์มือถือ จำนวน ๑ เครื่อง โดยผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ได้รับคำสั่งจากกลุ่มผู้บงการผ่านแอปพลิเคชันเทเลแกรม ให้ทำหน้าที่กดเงินสดจากตู้ ATM แบบไม่ใช้บัตรในพื้นที่ต่างๆ จากนั้นถ่ายภาพคิวอาร์โค้ดส่งไปยังกลุ่มเทเลแกรม และรอรับเงินสดจากตู้ เพื่อนำส่งต่อให้บุคคลอื่นในเครือข่าย โดยจะทำการกดเงินในลักษณะดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง และได้รับค่าจ้างวันละ ๓,๐๐๐ บาท

ขณะนี้ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการรายอื่น รวมถึงรวบรวมข้อมูลผู้เสียหายที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายอย่างถึงที่สุดและจะเร่งดำเนินการคืนทรัพย์สินที่ตรวจยึดได้ให้แก่ผู้เสียหายต่อไป