จากกรณีมีกระแสข่าวชาวบ้านเตรียมขับไล่ชาวบ้าน ๗ ครอบครัวออกจากหมู่บ้านห้วยเหี๊ยะ ต.ป่าโปง อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน โดยอ้างความเชื่อเรื่องบรรพบุรุษประจำหมู่บ้านนั้น
ล่าสุด ๗ ตุลาคม ๒๕๖๙ นายคำผัน โมกไธสง นายอำเภอสบเมย ได้ชี้แจงความคืบหน้าว่า ได้มอบหมายให้ปลัดอาวุโส ร่วมกับปลัดประจำตำบล และปลัดอำเภอศูนย์ดำรงธรรมอำเภอ ลงพื้นที่ไปทำความเข้าใจกับชาวบ้านแล้ว ปรากฏว่าในเบื้องต้นชาวบ้านส่วนใหญ่ยังคงยึดถือความเชื่อเรื่องบรรพบุรุษประจำหมู่บ้าน จึงยังไม่สามารถหาข้อยุติหรือจัดการเรื่องดังกล่าวได้ในชั้นนี้
อย่างไรก็ตาม ในมาตรการป้องกันเหตุ ทางอำเภอได้สั่งการให้ผู้ใหญ่บ้านและกำนันช่วยกันดูแล และกำชับไม่ให้เกิดการกระทำที่ผิดกฎหมายหรือสร้างความขัดแย้ง พร้อมทั้งได้ประสานไปยัง สภ.คลองข่อย ให้จัดชุดสืบสวนนอกเครื่องแบบลงพื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ยังได้แนะนำให้กลุ่มชาวบ้านที่ถูกขับออกจากหมู่บ้าน ไปลงบันทึกประจำวันหรือแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน เพื่อป้องกันเหตุที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
สำหรับกรณีที่มีแนวโน้มจะมีการขับไล่ทั้ง ๗ ครอบครัวออกจากหมู่บ้านนั้น ทางอำเภอยืนยันชัดเจนว่า การขับไล่เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ไม่ถูกต้อง ไม่สามารถทำได้ ไม่สามารถอ้างความเชื่อส่วนบุคคลหรือความฝัน มากล่าวหาว่าบุคคลใดเป็นคนผิดได้ เพราะถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย ตราบใดที่ชาวบ้านทั้ง ๗ ครอบครัวยังประกอบอาชีพทำมาหากินโดยสุจริต ไม่ได้เป็นผู้มีอิทธิพล ไม่ได้มีพฤติกรรมเกะกะระรานหรือสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น ก็ย่อมมีสิทธิ์โดยชอบธรรมที่จะอาศัยอยู่ในหมู่บ้านและอยู่ในผืนแผ่นดินไทยต่อไปได้ ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลเบื้องต้นที่ทางอำเภอได้รับทราบ และได้รายงานให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทราบแล้ว
ทั้งนี้ สืบเนื่องจาก ปรากฏข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๖๙ กรณีหัวข้อข่าว หนุ่มสบเมยร้อง “สายไหมต้องรอด” ถูกชาวบ้านฮือไล่พ้นหมู่บ้านยกตระกูล อ้างเด็กฝันโดนทำคุณไสย ขู่ฆ่ายกครัวหากไม่ย้ายออก ผู้เสียหายจึงเดินทางไปแจ้งความร้องทุกข์ที่ สภ.กองก๋อย อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน พร้อมประสานไปยังศูนย์ดำรงธรรม เพื่อขอความเป็นธรรมและคุ้มครองความปลอดภัย ทางเจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่เข้าเจรจาไกล่เกลี่ยกับกลุ่มชาวบ้านและผู้ใหญ่บ้าน ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐ น. ถึง ๑๙.๐๐ น. รวมเวลากว่า ๑๐ ชั่วโมงเต็ม แต่ผลสรุปการเจรจาและการบันทึกข้อตกลงกลับยิ่งทำให้ครอบครัวผู้เสียหายสิ้นหวัง เพราะข้อตกลงกลับเอียงไปทางความต้องการของกลุ่มชาวบ้าน ผู้เสียหายจึงตัดสินใจเดินทางมาร้องเรียนต่อเพจสายไหมต้องรอด เพื่อขอให้เป็นสื่อกลางในการประสานงานกับหน่วยงานระดับประเทศ รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูง เข้ามาช่วยเหลือคุ้มครองความปลอดภัย และคืนความเป็นธรรมให้กับครอบครัว เนื่องจากมองว่าการถูกขับไล่และขู่ฆ่าเพียงเพราะ “ความฝัน” เป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลและละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง
ในส่วนของ อำเภอสบเมยได้ดำเนินการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทดังกล่าว มาแล้ว ๒ ครั้ง โดย วันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๖๙ เวลา ๑๐.๐๐ น. นายคำผัน โมกไธสง นายอำเภอสบเมย มอบหมายให้ นายจรูญ จินะกัณฑ์ ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง ส.ต.อ.ศุภชัย จันสุวรรณ์ ปลัดอำเภอ และนายชิติพัทธ์ ชูวงศ์ ปลัดอำเภอ ร่วมกับกำนันตำบลป่าโป่ง และผู้ใหญ่บ้านบ้านห้วยเหี๊ยะ หมู่ ๕ ตำบลป่าโป่ง ประชุมหารือเพื่อเจรจาไกล่เกลี่ย โดยมีนายกฤษนน (ขอสงวนนามสกุล) ผู้ร้อง/ผู้เสียหายและครอบครัวเข้าร่วมประชุมเพียงฝ่ายเดียว ฝ่ายผู้ถูกร้องไม่เข้าร่วมประชุม เพื่อให้การไกล่เกลี่ยเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและให้คู่กรณีได้มีแนวทางอยู่ร่วมกันในชุมชน ที่ประชุมจึงมีมติให้นัดเจรจาไกล่เกลี่ยอีกครั้ง ในวันอาทิตย์ที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๖๙ ณ โรงเรียนบ้านห้วยเหี๊ยะ หมู่ ๕ ต.ป่าโป่ง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่คู่กรณีทั้งสองฝ่าย
และเมื่อวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๖๙ เวลา ๐๙.๐๐ น. นายคำผัน โมกไธสง นายอำเภอสบเมย มอบหมายให้ ส.ต.อ.ศุภชัย จันสุวรรณ์ ปลัดอำเภอ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.กองก๋อย หัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่า มส.๒ นายก อบต.ป่าโป่ง กำนันตำบลป่าโป่ง และผู้ใหญ่บ้านบ้านห้วยเหี๊ยะ ร่วมเจรจาหาข้อยุติเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายอยู่ร่วมกันในหมู่บ้านได้ ตามกระบวนการของศูนย์ดำรงธรรมอำเภอ โดยมีชาวบ้านเข้าร่วมรับฟังการเจรจาเป็นจำนวนมาก ซึ่งชาวบ้านยึดถือกฎหมู่บ้านเป็นที่สุด ไม่ยอมรับฟังข้อกฎหมาย ใช้ภาษาถิ่นในการพูดและตะโกนส่งเสียงดัง เพื่อเรียกร้องให้ทำตามกฎของหมู่บ้าน เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยได้พยายามใช้การเจรจาไกล่เกลี่ยโดยไม่ใช้มาตรการที่กระทบกระทั่งกับชาวบ้าน เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้เสียหายเมื่ออยู่ในหมู่บ้าน จึงได้ข้อยุติร่วมกัน และทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงการไกล่เกลี่ย ให้มีการดื่มน้ำสาบาน ในวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๖๙ ที่วัดแสงทอง อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ และ รื้อถอนบ้านภายในวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๖๙ และ ห้ามกลับมาในหมู่บ้านตลอดชีวิต โดยมีเจ้าหน้าที่ลงนามเป็นพยาน พร้อมรายงานผลให้จังหวัดแม่ฮ่องสอนทราบไปแล้วก่อนหน้านี้
ต่อมาผู้เสียหายได้โทรศัพท์มาสอบถามว่าไม่ประสงค์จะปฏิบัติตามข้อตกลง เนื่องจากเห็นว่าตนและครอบครัวไม่ได้รับความเป็นธรรม ทางปกครองจึงได้ชี้แจงให้ผู้เสียหายทราบแล้วว่า ข้อตกลงดังกล่าวไม่ได้ผูกมัดหรือตัดสิทธิในการเรียกร้องสิทธิหรือดำเนินคดีตามกฎหมายแต่อย่างใด
✍️ ภานุเดช ไชยสกูล จ.แม่ฮ่องสอน รายงาน