เมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๖๙ นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นางสาวธนียา นัยพินิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี นายศุภชัย นพขำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต ๒ จังหวัดปทุมธานี และเจ้าหน้าที่ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่อำเภอสามโคกและอำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วม ประเมินปริมาณน้ำ และวางแผนเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ หลังจากกรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์สภาพอากาศว่าจะมีฝนตกในหลายพื้นที่ช่วงวันที่ ๔-๗ ตุลาคม และคาดการณ์ว่าจะมีฝนตกหนักลักษณะคล้ายช่วงปลายเดือนกันยายนในระหว่างวันที่ ๙-๑๒ ตุลาคมนี้
การลงพื้นที่ครั้งนี้ยังเป็นการติดตามผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเกษตรกร ชาวนา ชาวไร่ ผู้เลี้ยงสัตว์ และชาวประมง ซึ่งประชาชนได้สะท้อนปัญหาว่า ยังไม่มีหน่วยงานรัฐเข้ามาดูแลพื้นที่ปริมณฑลที่ถูกน้ำท่วมเท่าที่ควร โดยข้อมูลทั้งหมดจะถูกนำไปรายงานต่อ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อกำหนดแนวทางการให้ความช่วยเหลือ การฟื้นฟูหลังน้ำลด และมาตรการเยียวยา ก่อนนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยต่อไป
สำหรับเกณฑ์การเยียวยาด้านการเกษตรนั้น เกษตรกรต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกร (สมุดเล่มเขียว) และต้องมีความเสียหายเกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็นข้าว พืชผัก พืชไร่ ไม้ผล หรือไม้ยืนต้น โดยจะได้รับการชดเชยไม่เกิน ๓๐ ไร่ต่อราย ส่วนเกณฑ์การเยียวยาด้านประมง จะเป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๖๙ แบ่งตามประเภทการเลี้ยง ได้แก่ กุ้งก้ามกราม กุ้งทะเล หรือหอยทะเล ชดเชย ๑๒,๓๕๐ บาทต่อไร่ (ไม่เกินรายละ ๕ ไร่), ปลาหรือสัตว์น้ำอื่นที่เลี้ยงในบ่อดิน นาข้าว ร่องสวน ชดเชย ๔,๘๙๐ บาทต่อไร่ (ไม่เกินรายละ ๕ ไร่) และสัตว์น้ำที่เลี้ยงในกระชัง บ่อซีเมนต์ หรือลักษณะคล้ายกัน ชดเชย ๓๙๐ บาทต่อตารางเมตร (ไม่เกินรายละ ๘๐ ตารางเมตร โดยหากคำนวณพื้นที่เลี้ยงแล้วได้รับเงินต่ำกว่า ๓๙๐ บาท จะปรับวงเงินช่วยเหลือขั้นต่ำให้เป็น ๓๙๐ บาทต่อรายทันที)
นายวัชระพล เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำจากรายงานของกรมชลประทานว่า ปัจจุบันการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ในระดับ ๒,๕๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งเป็นเกณฑ์เฝ้าระวังสูง อาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ ชุมชนริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะในเขตอำเภอเมืองปทุมธานีและอำเภอสามโคก ที่ระดับน้ำอาจสูงขึ้นอีกประมาณ ๒๐-๖๐ เซนติเมตร ทำให้น้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือน พื้นที่ริมน้ำ แพปลา และร้านอาหารได้ ส่วนพื้นที่ภายในคันกั้นน้ำยังถือว่าปลอดภัย แต่ต้องเฝ้าระวังจุดรั่วซึม คลองสาขา และช่วงน้ำทะเลหนุนสูง พร้อมแนะนำให้เกษตรกรในพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำหรือนอกแนวคันกั้นน้ำ เร่งเก็บเกี่ยวพืชผลและเคลื่อนย้ายสัตว์เลี้ยงทันที
ด้านระยะเวลาของสถานการณ์น้ำท่วมขัง สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และกรมชลประทาน คาดว่าจะตรึงการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาไว้ที่ระดับ ๒,๕๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ต่อเนื่องประมาณ ๕-๖ วัน เพื่อพร่องน้ำตอนบนให้ทันก่อนร่องมรสุมหรือฝนระลอกใหม่จะมาถึง หากไม่มีฝนตกหนักซ้ำ คาดว่าระดับน้ำจะค่อยๆ ลดลงและเข้าสู่ภาวะปกติในช่วงกลางถึงปลายเดือนตุลาคม แต่หากมีฝนตกระลอกใหม่หรือเกิดภาวะน้ำทะเลหนุน ระยะเวลาท่วมขังอาจลากยาวไปจนถึงต้นเดือนพฤศจิกายน
นอกจากนี้ ปัญหาอุทกภัยยังส่งผลให้พื้นที่ผลิตและผลผลิตทางการเกษตรเสียหาย ทำให้เกิดภาวะสินค้าขาดตลาดและราคาสูงขึ้น โดยเฉพาะผักและไข่ไก่ที่เริ่มปรับราคาสูงขึ้นรับช่วงเทศกาลกินเจ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงมีแนวทางบรรเทาความเดือดร้อน โดยจะเปิดพื้นที่องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ในจังหวัดต่างๆ เช่น กรุงเทพมหานคร พิษณุโลก และนครสวรรค์ เพื่อให้เกษตรกรผู้ผลิตที่ไม่ได้ประสบภัยน้ำท่วม สามารถนำสินค้ามาจำหน่ายโดยตรงถึงมือผู้บริโภคโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนและช่วยเหลือเกษตรกรได้โดยตรง
ทั้งนี้ ในการลงพื้นที่จังหวัดปทุมธานี นายวัชระพล ได้เดินทางไปสำรวจสถานการณ์บริเวณวัดหงษ์ปทุมาวาส ตำบลบางปรอก อำเภอเมืองปทุมธานี ก่อนจะไปพบปะกลุ่มผู้เลี้ยงปลาในอำเภอสามโคก พร้อมติดตามระดับน้ำบริเวณท่าเรือวัดสุราษฎร์รังสรรค์ และวัดเจดีย์ทอง ตำบลคลองควาย อำเภอสามโคก อย่างใกล้ชิด
✍️ สำนักข่าวไทเกอร์นิวส์ รายงาน