เมื่อเวลา ๑๓.๓๐ น. วันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๖๙ ณ ห้อง ๑-๘๐๑ ชั้น ๘ อาคารอาทิตย์ อุไรรัตน์ (อาคาร ๑) มหาวิทยาลัยรังสิต ศูนย์ภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมกับมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ จัดงานแถลงข่าวเรื่อง การเตรียมพร้อมรับมือกับน้ำเหนือที่กำลังมา กรุงเทพฯ และปริมณฑล จะรอดไหม โดยมี รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์ภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นผู้แถลงข่าว และมี ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต เข้าร่วมรับฟังการแถลงข่าว
รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ เปิดเผยถึงการคาดการณ์ปริมาณและระยะเวลาการท่วมขังของน้ำว่า หากเปรียบเทียบกับมหาอุทกภัยปี ๒๕๕๔ ที่ประชาชนต้องเผชิญน้ำท่วมขังยาวนานหลายเดือน สำหรับปี ๒๕๖๙ นี้ ปริมาณน้ำหลากมีน้อยกว่าปี ๒๕๕๔ ถึงร้อยละ ๖๖ แต่เนื่องจากยอดน้ำยังคงเกินความจุของลำน้ำ จึงคาดว่าน้ำจะอยู่ไม่นาน หรือเปรียบเสมือน ให้น้ำมาเช่าบ้านสัก ๑ เดือน อย่างไรก็ตาม หากไม่มีการเร่งระบายหรือไล่น้ำออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำ มวลน้ำอาจจะท่วมขังอยู่นานขึ้น ซึ่งระยะเวลาในการท่วมขังจะขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพและความสามารถในการระบายน้ำออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำเป็นสำคัญ
สำหรับความเสี่ยงในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล การผลักดันมวลน้ำออกทางฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชายขอบ โดยเฉพาะบริเวณทุ่งรังสิต คลองระพีพัฒน์ และคลองหกวาสายล่าง ซึ่งขณะนี้มีน้ำเอ่อนองในทุ่งรังสิตและล้นคลองหกวาสายล่างแล้ว ปัจจัยสำคัญที่สุดในการสู้กับมวลน้ำและการระบายน้ำออก จึงต้องพึ่งพาศักยภาพเครื่องสูบน้ำของกรุงเทพมหานครเป็นหลัก
ทั้งนี้ รศ.ดร.เสรี ได้ระบุถึงปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระมัดระวังที่สุด คือการเผชิญกับ ๔ ปัจจัยพร้อมกัน ได้แก่ ปริมาณน้ำในปัจจุบันที่รอการระบาย ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาสมทบ มวลน้ำเหนือที่กำลังไหลบ่าลงมา และภาวะน้ำทะเลหนุน ซึ่งหากทุกปัจจัยเกิดขึ้นพร้อมกัน จะถือว่าเป็นสถานการณ์ระดับ หายนะ ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ปัจจุบันอัตราการไหลของน้ำอยู่ที่ประมาณ ๒,๖๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หากมีมวลน้ำจากแม่น้ำยมหรือปริมาณฝนตกสะสมเพิ่มเข้ามาอีกประมาณ ๔๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะทำให้อัตราการไหลเพิ่มขึ้นเป็น ๓,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งเข้าสู่ฉากทัศน์เลวร้ายที่สุด (Worst Case Scenario) จึงมีความจำเป็นต้องตั้งการ์ดสูงและเตรียมพร้อมรับมือไว้ล่วงหน้าเพื่อความปลอดภัย
พร้อมกันนี้ รศ.ดร.เสรี ได้เน้นย้ำแนวคิด ท้องถิ่นคือหัวใจของระบบเตือนภัย (L-Alert) โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้ง อบจ., เทศบาล, อบต., กำนัน, ผู้ใหญ่บ้าน และเครือข่าย ต้องเป็นศูนย์กลางในการรับข้อมูลและสั่งการแจ้งเตือนภัยไปยังประชาชนในพื้นที่ ผ่านช่องทางที่หลากหลาย เช่น หอกระจายข่าว, เสียงตามสาย, รถตรวจการณ์, สื่อออนไลน์ และระบบแจ้งเตือนผ่านโทรศัพท์มือถือ (CBS) เพื่อให้ประชาชนในเขตปริมณฑลและพื้นที่เสี่ยง สามารถเตรียมตัวรับมือหรืออพยพได้อย่างทันท่วงที
✍️ สำนักข่าวไทเกอร์นิวส์ รายงาน