อำเภอเมือง ตำรวจเก่งตามเงินมาได้กว่า ๒ แสนบาท เจ้าของร้านค้าดีใจ หลังถูกกลุ่มมิจฉาชีพอ้างเป็นทหารฝ่ายจัดซื้อกรมสรรพาวุธทหารเรือ อาศัยกระแสสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา สลับขาหลอกให้เจ้าของร้านสั่งซื้อ “เหล็กหีบเพลง”ไปวางกั้นแนวเขต ก่อนเรียกมัดจำ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ในจำนวนเงิน ๒๑๒,๕๐๐ บาท
วันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๖๙ ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ สภ.เมืองบุรีรัมย์ อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ สมกิจศิริ รอง ผบก.ภ.จว.บุรีรัมย์ พร้อมด้วย พ.ต.อ.จำรัส ศิริเลี้ยง ผกก.สภ.เมืองบุรีรัมย์ ได้นำเช็คเงินสดจำนวน ๒๑๒,๕๐๐ บาท มาคืนให้กับ น.ส.เกสรี่ (สงวนนามสกุล) อายุ ๔๗ ปี (เบลอหน้า) ครบถ้วนที่กลุ่มมิจฉาชีพหลอกเอาเงินไปเมื่อ ๖ เดือนที่ผ่านมา
ทั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๖๙ ได้มีกลุ่มคนร้ายที่อ้างตนว่าเป็นเจ้าหน้าที่ทหารฝ่ายจัดซื้อของกรมสรรพาวุธทหารเรือ จ.ชลบุรี ประสานติดต่อขอซื้อไฟถนนโซลาร์เซลล์ ทางเพจของบริษัทของ น.ส.เกสรี่ ซึ่งประกอบธุรกิจจำหน่ายครุภัณฑ์ให้หน่วยงานราชการอยู่แล้ว
หลังจากนั้นกลุ่มมิจฉาชีพที่อ้างตัวเป็นทหารฯได้ทำตีสนิทก่อนจะ ขอเพิ่มเพื่อนผ่านแอปพลิเคชันไลน์ ใช้ชื่อว่า “Saowanee Promsom” เพื่อพูดคุยรายละเอียด พร้อมส่งเอกสารที่อ้างว่าเป็นเอกสารราชการเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างมาให้
ต่อมากลุ่มคนดังกล่าวอ้างว่าต้องการจัดซื้อ “เหล็กหีบเพลง” หรือลวดหีบเพลง เพื่อนำไปใช้ป้องกันชายแดน แต่ทางบริษัทของ น.ส.เกสรี่ ได้แจ้งกลับไปว่าไม่มีสินค้าประเภทนี้ แต่กลุ่มมิจฉาชีพแจ้งว่าบริษัทที่จำหน่ายมีอยู่ที่จังหวัดชลบุรี แต่บังเอิญเป็นญาติของฝ่ายจัดซื้อเกรงว่าอาจจะถูกตรวจสอบวุ่นวาย
กลุ่มมิจฉาชีพซึ่งสนิทสนมกันแล้วกับ น.ส.เกสรี่ จึงแนะให้บริษัทที่บุรีรัมย์ เป็นคนสั่งซื้อให้ เพื่อให้สอดคล้องกันกับไฟถนนโซลาร์เซลล์ ที่จะเอาไปชายแดนเช่นเดียวกัน โดย น.ส.เกสรี่ จะได้กำไรจากการสั่งซื้อส่วนหนึ่งไปด้วย
หลังตกลงซื้อขายกันแล้วกลุ่มมิจฉาชีพแจ้งให้ผู้เสียหายโอนเงินมัดจำสินค้า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นเงิน ๒๑๒,๕๐๐ บาท ทันทีเมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๖๙ เพราะมั่นใจในหน่วยงานราชการ
น.ส.เกสรี่ กล่าวว่า หลังโอนเงินเสร็จทางกลุ่มที่อ้างว่าเป็นทหารได้ส่งภาพลวดหีบเพลงมาให้ดู แต่เกิดความสงสัยว่าทำไมจำนวนที่เอาขึ้นรถมีน้อยกว่าจำนวนที่สั่งซื้อ จึงติดต่อสอบถามไปยังกรมสรรพาวุธทหารเรือตัวจริง และได้รับข้อมูลว่า กรมฯ ไม่มีนโยบายติดต่อจัดซื้อหรือทำสัญญาผ่านช่องทางออนไลน์ในลักษณะดังกล่าว
หลังจากรู้ว่าถูกหลอกจึงเข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.เมืองบุรีรัมย์ เพื่อให้ติดตามผู้กระทำผิดและเงินที่สูญเสียไป ก่อนตำรวจบุรีรัมย์ จะเร่งติดตามเส้นทางการเงินและดำเนินการอายัดบัญชีที่เกี่ยวข้อง กระทั่งสามารถติดตามเงินจำนวน ๒๑๒,๕๐๐ บาท กลับคืนมาได้ครบถ้วน ก่อนนำมาส่งมอบคืนให้ผู้เสียหาย
เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญในการทำธุรกิจ หลังจากนี้จะไม่เชื่อใครง่าย ๆ และฝากเตือนผู้ประกอบการรายอื่นให้เพิ่มความระมัดระวัง โดยเฉพาะการรับคำสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ ควรตรวจสอบข้อมูล เอกสาร และตัวตนของคู่ค้าให้ชัดเจน รวมถึงตรวจสอบกับหน่วยงานต้นทางโดยตรงก่อนโอนเงินทุกครั้ง
ด้าน พ.ต.อ.จำรัส ศิริเลี้ยง ผกก.สภ.เมืองบุรีรัมย์ กล่าวว่า ปัจจุบันพบการหลอกลวงร้านค้าและผู้ประกอบการ โดยมิจฉาชีพมักศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าที่ร้านจำหน่ายมาเป็นอย่างดี ก่อนทำทีสนใจและติดต่อสั่งซื้อเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ จากนั้นอาจเสนอให้ร้านค้าสั่งซื้อสินค้าชนิดอื่นเพิ่มเติม จนผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินครั้งนี้ถือว่าโชคดีที่กลุ่มมิจฉาชีพถูกอายัดบัญชีเพราะไปหลอกผู้เสียหายอีกหลายคนทำให้เงินยังคงอยู่ในบัญชีจึงตามกลับมาได้/////
✍️ พงศ์ปวิทย์ ซัน บุรีรัมย์ รายงาน