วันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๖๙ น.ส.พรศิริทิพย์ ธนะภัทรพรรณ อายุ ๕๓ ปี ได้เดินทางเข้าร้องเรียนและขอความเป็นธรรมผ่านสื่อมวลชน หลังตกเป็นเหยื่อถูกมิจฉาชีพสวมรอยถอนเงินออกจากบัญชีธนาคารจนเกลี้ยงถึง ๘ แห่ง รวมมูลค่าความเสียหายร่วม ๑๐๐ ล้านบาท โดยเหตุการณ์นี้ยืดเยื้อมานานถึง ๑๕ ปี (ตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ - ๒๕๖๙) แต่เมื่อไปติดตามเรื่องกับทางธนาคารกลับถูกบ่ายเบี่ยง ซ้ำร้ายเมื่อไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ กลับไม่รับแจ้งคดีและทำได้เพียงลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานเท่านั้น
น.ส.พรศิริทิพย์ เปิดเผยว่า ตนมีหลักฐานการฝากเงินและสมุดบัญชีของทุกธนาคารอย่างครบถ้วน (ส่วนใหญ่เปิดบัญชีที่สาขาในห้างสรรพสินค้า) เมื่อตรวจสอบรายการเดินบัญชี (Statement) พบว่า มีการถอนเงินด้วยตนเองเพียงแค่ครั้งเดียว ที่เหลือมีบุคคลอื่นสวมรอยเข้าไปถอนเงินจนหมดบัญชี ยิ่งไปกว่านั้น ในบางธนาคาร มิจฉาชีพยังได้เข้าไปติดต่อขอทำบัตร ATM ใหม่ พร้อมกับเปลี่ยนรหัสและยกเลิกบัตรใบเดิมที่ตนใช้อยู่อีกด้วยที่น่าตกใจคือ เมื่อตนขอดูหลักฐานสลิปการเบิกถอนเงินก้อนใหญ่จำนวน ๕๕๐,๐๐๐ บาทจากเจ้าหน้าที่ธนาคาร พบว่าลายเซ็นบนสลิป "ไม่ใช่ลายมือของตน" และเอกสารที่ใช้แนบเพื่อเบิกเงินกลับเป็นเพียง "ใบขับขี่" ซึ่งตนไม่เคยทราบมาก่อนว่าสามารถใช้ใบขับขี่ถอนเงินสดจำนวนมากได้ แต่เมื่อสอบถามข้อเท็จจริงจากเจ้าหน้าที่ธนาคาร กลับไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนและบอกเพียงแค่ให้ "รอ" เท่านั้น เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ จนถึงปัจจุบันปี ๒๕๖๙ เป็นเวลา ๑๕ ปีแล้วที่เรื่องยังคงเงียบกริบ เจ้าหน้าที่ไม่ได้ให้ความช่วยเหลือใดๆ ส่วนตำรวจหลายสถานีที่ตนไปแจ้งความก็ปฏิเสธที่จะรับแจ้งคดี ให้แค่ลงบันทึกประจำวัน ตอนนี้ตนเดือดร้อนและร้อนใจมาก เงินที่เก็บมาหายไปหมด ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร จึงอยากฝากสื่อมวลชนเป็นกระบอกเสียงให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเร่งติดตามเรื่องนี้ให้ที
✍️ สำนักข่าวไทเกอร์นิวส์ รายงาน