สุราษฎร์ธานี — เกมการเมืองท้องถิ่นนครสุราษฎร์ธานีร้อนระอุ! การประชุมสภาเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๖๙ กลายเป็นเวทีวัดพลังทางการเมืองอย่างชัดเจน เมื่อญัตติขอรับมอบทรัพย์สินและสิ่งปลูกสร้าง โครงการพัฒนาพื้นที่พรุคลองควาย ต.บางกุ้ง อ.เมืองสุราษฎร์ธานี มูลค่ากว่า ๑๕๐ ล้านบาท ถูกสมาชิกสภาตั้งคำถามอย่างหนัก ก่อนพลิกมติด้วยคะแนน ๑๑ ต่อ ๑๒ เสียง ฝ่ายไม่เห็นด้วยชนะเพียง ๑ เสียง แต่เป็นหนึ่งเสียงที่ทำให้ญัตติไม่ผ่าน และกำลังถูกจับตามองว่าอาจเป็นสัญญาณสำคัญของ สมดุลอำนาจภายในสภาเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี
“รับโอนก่อน” เจอเกมสภาสวนกลับ
สาระของญัตติคือการรับมอบโครงการซึ่งดำเนินการโดยสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี ใช้งบประมาณกว่า ๑๕๐ ล้านบาท และเปิดใช้งานมาแล้วประมาณ ๖ เดือน ก่อนเข้าสู่กระบวนการส่งมอบให้เทศบาลนครสุราษฎร์ธานีรับผิดชอบดูแล
ฝ่ายบริหารเสนอให้สภาเห็นชอบรับมอบ โดยชี้ว่าโครงการยังอยู่ในระยะเวลาประกัน หากพบข้อบกพร่องสามารถแจ้งหน่วยงานเจ้าของโครงการเพื่อดำเนินการให้ผู้รับเหมาแก้ไขตามสัญญาได้แต่เกมกลับไม่ง่ายอย่างที่คาดสมาชิกสภาหลายรายหยิบยกข้อกังวลถึง จุดชำรุด งานบางส่วนที่ยังไม่สมบูรณ์ และความชัดเจนของแผนการแก้ไข พร้อมตั้งคำถามว่า หากรับโอนทั้งที่โครงการยังมีข้อบกพร่อง ภาระในระยะยาวจะตกอยู่กับใคร เพราะเมื่อทรัพย์สินเข้าสู่ความรับผิดชอบของเทศบาล สิ่งที่จะตามมาคือ ค่าบำรุงรักษา ค่าซ่อมแซม และงบประมาณในอนาคตและนั่นหมายถึงเงินของประชาชนโดยตรง
๑๑ ต่อ ๑๒ — เสียงเดียวเขย่ากระดาน หลังการอภิปรายอย่างเข้มข้น ที่ประชุมลงมติเห็นชอบ ๑๑ เสียงไม่เห็นชอบ ๑๒ เสียงญัตติจึงไม่ผ่าน
ในทางการบริหารอาจเป็นเพียงการชะลอการรับโอนโครงการ เพื่อให้มีการแก้ไขข้อบกพร่องให้เรียบร้อยเสียก่อนแต่ในทางการเมืองท้องถิ่น นี่คือผลโหวตที่มีนัยสำคัญ
เพราะตัวเลข ๑๑ ต่อ ๑๒ สะท้อนว่า ฝ่ายบริหารไม่สามารถกำหนดทิศทางของสภาได้โดยอัตโนมัติ และสมาชิกสภามีอำนาจต่อรองทางการเมืองสูงกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้
เกมนี้ใครได้ ใครเสีย? ฝ่ายบริหาร — เสียหน้าในเชิงการเมือง
การผลักดันญัตติไม่สำเร็จ ย่อมสะท้อนว่าการประสานเสียงกับสมาชิกสภายังมีช่องว่าง โดยเฉพาะญัตติที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินมูลค่าสูงและภาระงบประมาณในอนาคตแต่ยังไม่ใช่ความพ่ายแพ้ถาวรหากฝ่ายบริหารสามารถประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้แก้ไขข้อบกพร่องได้ครบถ้วน พร้อมนำรายละเอียดที่ชัดเจนกลับเข้าสภา ญัตตินี้ก็ยังมีโอกาสกลับมาอีกครั้ง
ฝ่ายสภา — ได้แต้มต่อในการตรวจสอบ สมาชิกที่ไม่เห็นชอบสามารถชูเหตุผลเรื่องความรอบคอบในการปกป้องงบประมาณประชาชนได้เต็มที่โดยเฉพาะประเด็นสำคัญว่า “ก่อนรับทรัพย์สินของรัฐ ต้องแน่ใจว่าทรัพย์สินนั้นพร้อมใช้งานและไม่มีภาระซ่อนเร้นตกกับเทศบาล”นี่เป็นจุดยืนที่สามารถอธิบายต่อประชาชนได้ง่าย และทำให้ฝ่ายสภามีพื้นที่ทางการเมืองเพิ่มขึ้น
แต่เกมที่ใหญ่กว่าคือ “เสียง ๑๒”
สิ่งที่น่าจับตามองที่สุดไม่ใช่เพียงญัตติพรุคลองควายผ่านหรือไม่ผ่าน แต่คือ สมาชิก ๑๒ เสียงที่โหวตไม่เห็นชอบ จะสามารถรวมตัวเป็นเสียงทางการเมืองในประเด็นอื่นได้หรือไม่ เพราะหากเป็นเพียงการเห็นต่างเฉพาะเรื่อง ผลโหวต ๑๑ ต่อ ๑๒ ก็อาจจบลงพร้อมญัตติ แต่หากเกิดการลงมติในเรื่องสำคัญอีกหลายครั้งแล้วปรากฏรูปแบบคะแนนใกล้เคียงกัน นั่นจะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง และอาจสะท้อนว่า “สมการเสียงในสภาเทศบาลนครสุราษฎร์ธานีกำลังเปลี่ยน”
รอยร้าวที่ถูกจับตา อาจกลายเป็น “สองขั้ว”
แหล่งข่าวในแวดวงการเมืองท้องถิ่นระบุว่า ก่อนหน้านี้ภายในสภามีความเห็นแตกต่างระหว่างสมาชิกบางกลุ่มกับฝ่ายบริหารมาเป็นระยะ และสถานการณ์เริ่มเห็นภาพชัดขึ้นในช่วงหลัง อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องการแบ่งขั้วทางการเมืองยังต้องติดตามจากพฤติกรรมการลงมติและการแสดงจุดยืนในญัตติอื่น ไม่ควรสรุปจากการโหวตครั้งเดียว แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ “พรุคลองควาย” ได้เปิดให้เห็นความแตกต่างทางความคิดภายในสภาอย่างเด่นชัด และเมื่อคะแนนห่างกันเพียงหนึ่งเสียง ทุกคนย่อมรู้แล้วว่า…เสียงของสมาชิกสภาแต่ละคนมีค่าแค่ไหน จากนี้จับตา ๓ เกมใหญ่
หนึ่ง — ญัตติพรุคลองควายจะกลับเข้าสภาอีกครั้งเมื่อใดหากมีการแก้ไขข้อบกพร่องและทำรายละเอียดให้ชัดเจน การกลับมาเสนอญัตติรอบใหม่จะเป็นบททดสอบว่าเสียง ๑๒ เสียงในครั้งนี้ยังคงจุดยืนเดิมหรือไม่
สอง — ฝ่ายบริหารจะบริหารความสัมพันธ์กับสภาอย่างไร
หลังจากนี้ทุกญัตติสำคัญจะไม่ใช่เรื่องของการบริหารเพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป แต่ต้องผ่านด่านเสียงในสภา ซึ่งอาจต้องใช้ทั้งข้อมูล เหตุผล และการประสานงานทางการเมือง
สาม — ใครจะเป็น “ตัวแปร” ของเสียงข้างมาก เมื่อคะแนน ๑๑ ต่อ ๑๒ สูสีถึงขนาดนี้ สมาชิกที่อยู่ตรงกลางหรือสมาชิกที่สามารถเปลี่ยนจุดยืนในแต่ละประเด็น จะกลายเป็นตัวแปรสำคัญทันที
บทสรุป — ศึกพรุคลองควายอาจเป็นเพียง “ยกแรก”
มติ ๑๑ ต่อ ๑๒ ไม่ได้หมายความว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งครองเกมอย่างเบ็ดเสร็จแต่กำลังบอกว่า เกมการเมืองในสภาเทศบาลนครสุราษฎร์ธานีจากนี้จะต้องจับตาทุกการยกมือเพราะการเมืองท้องถิ่นไม่ได้วัดกันเพียงว่าใครนั่งเก้าอี้ฝ่ายบริหารแต่สุดท้ายวัดกันที่ว่า “ใครมีเสียงในสภา” และวันนี้เสียงที่มากกว่ากันเพียงหนึ่งเสียง ได้ทำให้โครงการมูลค่ากว่า ๑๕๐ ล้านบาทต้องหยุดรอ พรุคลองควายจึงอาจไม่ใช่แค่เรื่องการรับโอนทรัพย์สินแต่อาจเป็น “หมากเปิดกระดาน” ที่ทำให้เกมอำนาจในสภาเทศบาลนครสุราษฎร์ธานีเริ่มถูกมองเห็นอย่างชัดเจน จากนี้จึงต้องจับตาว่า…ฝ่ายบริหารจะพลิกเกมกลับมาได้หรือไม่?
เสียง ๑๒ จะยังเหนียวแน่นแค่ไหน?และในการโหวตครั้งต่อไป…ใครจะเป็นคนถือ “เสียงชี้ขาด”?
✍️ สำนักข่าวไทเกอร์นิวส์ รายงาน