เมื่อเวลา ๑๐.๓๐ น. วันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๙ น.ส.เอ (นามสมมุติ) อายุ ๒๖ ปี พร้อมด้วยสามีและมารดา ได้เดินทางเข้าร้องทุกข์ต่อ นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี กรณีลูกสาวแรกเกิดเสียชีวิตอย่างเป็นปริศนาหลังจากการผ่าคลอดที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร โดยครอบครัวติดใจสาเหตุการเสียชีวิตและกระบวนการรักษาของทางโรงพยาบาล
น.ส.เอ เปิดเผยว่า ตนเป็นชาวจังหวัดพะเยา เดินทางมาทำงานรับเหมาก่อสร้างในย่านเขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร ก่อนหน้านี้ได้ใช้สิทธิบัตรทองฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง และเข้ารับการตรวจครรภ์ตามนัดทุกครั้ง ซึ่งผลอัลตราซาวนด์พบว่าทารกแข็งแรงดี แพทย์ได้นัดคลอดธรรมชาติในวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๖๙ แต่เมื่อถึงกำหนดมดลูกยังไม่เปิด จึงเลื่อนนัดมาเป็นวันที่ ๗ กรกฎาคม แต่ก็ยังไม่สามารถคลอดได้ แพทย์จึงนัดผ่าคลอดในวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๖๙
เมื่อถึงวันผ่าคลอด เวลา ๑๑.๐๐ น. แพทย์พยายามบล็อกหลังแต่ไม่สำเร็จเนื่องจากตนมีน้ำหนักตัวถึง ๑๐๕ กิโลกรัม จึงเปลี่ยนมาใช้วิธีดมยาสลบ ทว่าระหว่างที่แพทย์กำลังทำการผ่าตัด ตนกลับรู้สึกตัวขึ้นมา ทำให้แพทย์ต้องหยุดการผ่าตัดกลางคันเพื่อเพิ่มยาสลบ หลังจากนั้นตนก็ไม่รู้สึกตัวอีกจนกระทั่งฟื้นขึ้นมาในเวลา ๑๕.๐๐ น. ต่อมาได้รับแจ้งจากพยาบาลว่าลูกสาวมีอาการหัวใจเต้นเร็วผิดปกติและต้องรักษาตัวในห้องไอซียูเด็ก กระทั่งเวลา ๑๘.๐๐ น. ทารกมีอาการวิกฤตและต้องส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลแห่งที่สอง แต่กลับมีความล่าช้าในการส่งตัวจนถึงเวลา ๐๓.๐๐ น. ของวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๙
ต่อมาในวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๖๙ เวลา ๐๐.๐๐ น. แพทย์โรงพยาบาลแห่งที่สองแจ้งว่าทารกได้เสียชีวิตแล้วเนื่องจากขาดออกซิเจนและปอดติดเชื้อรุนแรง โดยในใบมรณบัตรระบุสาเหตุการตายว่า "ภาวะความดันเลือดในปอดสูง" อย่างไรก็ตาม เมื่อครอบครัวสอบถามไปยังโรงพยาบาลเอกชนแห่งแรก กลับได้รับคำตอบว่าเด็กสำลักน้ำคร่ำเสียชีวิต จึงทำให้ครอบครัวเกิดข้อสงสัย ๒ ประเด็นหลัก คือ ๑. การที่มารดารู้สึกตัวระหว่างผ่าตัด
จนต้องเพิ่มยาสลบ ส่งผลให้ทารกขาดออกซิเจนหรือไม่ และ ๒. เหตุใดจึงกักตัวทารกที่มีอาการวิกฤตไว้จนถึงเวลา ๐๓.๐๐ น. แทนที่จะรีบส่งตัวไปรักษาต่อให้เร็วกว่านี้
น.ส.เอ กล่าวเพิ่มเติมว่า ครอบครัวรู้สึกเสียใจอย่างมากที่สูญเสียลูกคนแรกไปโดยยังไม่ได้เห็นหน้า จึงได้เข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สน.พญาไท เพื่อขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจส่งศพไปชันสูตร และยืนยันว่าจะยังไม่ประกอบพิธีทางศาสนาจนกว่าจะทราบสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง
ภายหลังรับเรื่อง นางปวีณา หงสกุล ได้ประสานงานไปยัง ทพญ.นลินา ตันติริรามัย ผู้อำนวยการกองสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข โดยในเวลา ๑๓.๐๐ น. ของวันนี้ นางปวีณาจะนำครอบครัวผู้เสียหายเข้าพบ ทพญ.นลินา และ นายสาโรจน์ ยอดประดิษฐ์ ผู้อำนวยการกองกฎหมาย กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เพื่อขอให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเสียชีวิตของทารกอย่างละเอียดต่อไป
✍️ สำนักข่าวไทเกอร์นิวส์ รายงาน