จากกรณีเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2569 นายกอบ ทวนดำ พาณิชย์จังหวัดสุราษฎร์ธานี ในฐานะตัวแทนผู้เสียหาย เข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองสุราษฎร์ธานี เพื่อให้ดำเนินคดีกับบริษัท พี.ซี.สยามปิโตรเลียม จำกัด กโดยแจ้งความว่าเข้าข่าย “กักตุนสินค้าควบคุม” โดยมีปริมาณน้ำมันในครอบครองเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และอาจมีพฤติกรรมฝ่าฝืนหลายมาตราของกฎหมายว่าด้วยสินค้าควบคุม เหตุเกิดต่อเนื่องตลอดเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
ประเด็นร้อนพุ่งเป้าไปที่ “น้ำมันปริมาณมหาศาล” ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจเข้าข่ายกักตุนเพื่อหวังผลทางการค้า สร้างแรงกระเพื่อมในภาคพลังงานและความเชื่อมั่นของประชาชนในพื้นที่
ล่าสุด พันโทจำนงค์ วิบูลศิลป์ ตัวแทนบริษัท พี.ซี.สยามปิโตรเลียม จำกัด ได้นัดสื่อมวลชนแถลงข่าวตอบโต้ทันควัน โดย พันโทจำนงค์ ซึ่งเป็นผู้แทนโดยชอบด้วยกฎหมาย กล่าวยืนยันว่า ข้อมูลที่ถูกเผยแพร่เกี่ยวกับ “การกักตุนน้ำมัน” นั้นคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงอย่างมีนัยสำคัญ
พร้อมชี้แจงว่า น้ำมันประมาณ ๒ ล้านลิตรที่เป็นประเด็นนั้น เป็น “แก๊สโซฮอล์ ๙๕” ที่บริษัทจัดเก็บไว้ตามกระบวนการค้าปกติ มีการสั่งซื้อจากโรงกลั่น และสำรองไว้เพื่อรองรับคำสั่งซื้อของลูกค้าในระบบธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมระบุว่า ในช่วงวันที่ ๒๗–๒๙ มีนาคม ๒๕๖๙ มีเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบคลังน้ำมันในพื้นที่ และต่อมาเมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๖๙ หน่วยงานภาครัฐที่มีอำนาจได้เข้าตรวจสอบซ้ำอย่างละเอียดอีกครั้ง ซึ่งผลการตรวจสอบเบื้องต้น “ไม่พบพยานหลักฐาน” ที่ชี้ชัดถึงการกระทำผิดตามข้อกล่าวหาแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตามแม้บริษัทฯ จะยืนยันความบริสุทธิ์ พร้อมประกาศยืนหยัดในหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และเปิดข้อมูลทุกด้านให้ตรวจสอบ แต่การแจ้งความดำเนินคดีของภาครัฐ ก็สะท้อนว่า “ข้อสงสัยยังไม่สิ้นสุด” คดีนี้จึงกลายเป็นศึก “ข้อเท็จจริง ปะทะข้อกล่าวหา” ที่สังคมจับตาบทสรุปสุดท้าย…อยู่ที่พยานหลักฐานในชั้นสอบสวน
✍️ ข่าว สุพจน์ คำจันทร์ รายงาน