อำเภอเมือง//อัยการต้องเรียกเจรจา กรณีเงินเยียวยาสาว 28 ที่เสียชีวิตจากเครนสร้างทางรถไฟรางคู่หล่นทับที่สี่คิ้ว โคราช 1.7 ล้านไปตกอยู่ในมือของพ่อสาว 28 ทั้งหมด ส่วนต้องกร 10 ขวบลูกชายคนเดียวของสาวเคราะห์ ได้รับเงินจากตาที่โอนให้เพราะผู้ว่าฯทวงได้เพียง 2 แสนบาท จนท.เร่งสรุป
วันที่ ๖ ก.พ.๒๕๖๙ กรณีขบวนรถด่วนพิเศษที่ ๒๑ เส้นทางสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์–อุบลราชธานี ที่ถูกเครนก่อสร้างทางรถไฟรางคู่ล่มทับ บริเวณช่วงระหว่างสถานีหนองน้ำขุ่น–สถานีสีคิ้ว บ้านถนนคต ต.สีคิ้ว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา เป็นเหตุให้มีผู้โดยสารในรถไฟเสียชีวิตถึง ๓๐ รายและบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก
หนึ่งในผู้เสียชีวิตในนั้นกลายเป็นประเด็นขึ้นมา หลังจากเงินเยียวยาการเสียชีวิตของนางสาวสุพิณนา หรือพิน สัตบุตร อายุ ๒๘ ปี บ้านเลขที่ ๒๕ หมูที่ ๖ บ้านตาสะดำใหญ่ ต.บ้านปรือ อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ ประมาณ ๑,๗๐๐,๐๐๐ บาท ทางการได้โอนเงินทั้งหมดเข้าบัญชีของนายสำเริง สัตบุตร อายุ ๖๔ ปี อ พ่อของ น.ส.พิน ที่เสียชีวิต ทั้งที่ น.ส.พิน มี ด.ช.ธนกร หรือน้องกร ขิงประโคน ลูกชายอายุ๑๐ขวบ นักเรียนชั้นป.๑ อีก ๑ คนซึ่งครอบครัวของปู่น้องกร (ฝั่งพ่อน้องกร)ได้เลี้ยงมาตั้งแต่ยังเล็ก เนื่องจากพ่อน้องกร ได้เสียชีวิตไปตั้งแต่น้องอายุได้เพียง ๑ ขวบเท่านั้น
จนกระทั่งนายปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ถึงขั้นโทรศัพท์ทวงถามเงินจากตาของน้องกร สุดท้ายได้รับเงินโอนจากตาน้องกร มาเป็นจำนวนเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาทเท่านั้น โดยอ้างว่าเงินเอาไปใช้หนี้ลูกสาว และจัดงานศพไปหมดแล้วเรื่องดังกล่าวถูกสังคมออนไลน์วิจารณ์กันอย่างหนักถามถึงตาของน้องกร และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไม่ตรวจสอบให้ถี่ถ้วนว่ามีทายาทคนอื่นก่อนจะโอนเงินอีกหรือไม่
สอบถามนายไพรวัลย์ เทียมเลิศ (เสื้อกั๊ก)ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๖ บ้านตาสะดำใหญ่ เล่าว่าก่อนหน้านี้ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ สั่งให้ตนไปตรวจสอบเงินของตาเด็ก ซึ่งเป็นคนบ้านเดียวกัน ถึงเงินที่ได้มา ค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพ
จากนั้นนายสำเริง ได้เขียนบัญชีมาส่งให้ตน ระบุเงินที่ได้มา ๑,๓๓๙,๐๐๐ บาทแต่เอาไปไถ่ที่นา ๓๐๐,๐๐๐ บาท ,ใช้หนี้สหกรณ์๖๐,๗๕๒ บาท ,ใช้หนี้ฝ่ายพ่อ ๘๐,๐๐๐ บาท,ใช้หนี้รถยนต์พ่อ ๔๐๓,๐๐๐ บาท ,สุพัฒนา ๒๐๐,๐๐๐ บาท ,พี่ชาย ๑๖๖๕๐๐ และค่าจัดงานศพอีก ๗๐๐,๐๐๐ บาท รวมหนี้ทั้งหมด ๑,๙๑๐,๒๕๒ ยังต้องค้างจ่ายอีก ๖๘๓,๐๐๐ บาท
ผู้ใหญ่บ้านกล่าวว่า เงินที่แจงมาเป็นกระดาษ ตนอ่านเท่าไหร่ก็ไม่เข้าใจ ว่าหนี้ทั้งหมดไปเกี่ยวข้องอย่างไรกับน้องกร คือหลานได้อย่างไร โดยเฉพาะค่าจัดงานศพสูงถึง ๗๐๐,๐๐๐ บาท ตนมองว่าสูงเกินไป เท่าที่มองด้วยตาเปล่าไม่เกิน ๔๕๐,๐๐๐ บาทอีกทั้งยังมีคนมาช่วยงานเป็นจำนวนมาก ไม่นับรวมที่หน่วยงานราชการมาช่วยงานเป็นเงินสดอีกหลายหน่วยงาน รวมถึงฌาปนกิจศพหมู่บ้านได้เงินร่วม ๙๐,๐๐๐ บาท
ขณะที่นาย บุญเรือง ขิงประโคน(เสื้อกันหนาวสีเทา) อายุ ๕๑ ปี ลุงน้องกร ที่เลี้ยงน้องกรมาตั้งแต่เด็ก เล่าว่าเรื่องเงินตนไม่รู้เรื่อง แต่ถ้าถามว่าอยากได้หรือไม่ ตนก็อยากได้ไว้เป็นทุนการศึกษาให้น้อง เพราะเงินถ้าเข้าบัญชีเด็กแล้วจะเบิกได้ก็ต่อเมื่อเด็กอายุครบ ๑๘ ปีบริบูรณ์เป็นต้นไป ส่วนเงินจะได้หรือไม่ตนไม่ได้สนใจมากนักเพราะยังไงตนก็เลี้ยงเขาต่อไปอยู่แล้ว
ด้านนางปิยนาฏ เสงี่ยมศักดิ์ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดบุรีรัมย์กล่าวว่าวันนี้ได้พาทั้งตาเด็ก คนดูแลเด็กมาพบอัยการคุ้มครองสิทธิ์และช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีบุรีรัมย์ เพื่อเป็นการไกล่เกลี่ยหาทางออกร่วมกัน
โดยมีเป้าหมายที่จะไม่ให้เกิดความขัดแย้งกันอยากให้เด็กมีทั้งปู่และตาเหมือนปกติ ซึ่งจากการเจรจากันเบื้องต้นทั้งสองฝ่ายพูดคุยกันได้ ส่วนจะตกลงกันอย่างไรจะต้องรอผลในระยะต่อไป
อย่างไรก็ตามเมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามตาของน้องกร ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นตาน้องกร ยังไม่ขอให้ข้อมูลใดๆ
✍️ วาทิตย์ แสนธุปี ข่าว รายงาน