วันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๖๙ คณะผู้แทนรัฐสภาไทย นำโดย พลเอก เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง พร้อมด้วยสมาชิกวุฒิสภา ประกอบด้วย นางสาวชญาน์นันท์ ติยะตระการชัย รองศาสตราจารย์แล ดิลกวิทยรัตน์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์นพดล อินนา นายอมรศักดิ์ กิจธนานันท์ และนายพิชาญ พรศิริประทาน เข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่ของสมัชชารัฐสภาเอเชีย (APA) ครั้งที่ ๑๖ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ ๒๔-๒๘ มกราคม ๒๕๖๙ ณ กรุงมานามา ราชอาณาจักรบาห์เรน
ช่วงเช้า คณะผู้แทนรัฐสภาไทยเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมและการประชุมเต็มคณะ (Plenary) โดยมี นายสุเมธ จุลชาต เอกอัครราชทูต ณ กรุงมานามา ร่วมคณะด้วย ในโอกาสนี้ พลเอก เกรียงไกร ศรีรักษ์
รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนรัฐสภาไทย ได้กล่าวถ้อยแถลงในหัวข้อ “บทบาทของรัฐสภาเอเชียในการเสริมสร้างการสานเสวนาระหว่างวัฒนธรรมและอารยธรรมในเอเชีย: โอกาส ความท้าทาย และทิศทางในอนาคต” โดยได้ย้ำถึงบทบาทของรัฐสภาเอเชียในการเป็นสะพานเชื่อมความหลากหลายทางวัฒนธรรมและอารยธรรม เพื่อรับมือกับความผันผวน ความขัดแย้ง และความท้าทายในโลกยุคปัจจุบัน พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่า APA เป็นเวทีสำคัญในการส่งเสริมการเจรจาสันติภาพ และความร่วมมือในภูมิภาค นอกจากนี้ รัฐสภาไทยมีความมุ่งมั่นที่สอดคล้องกันในการร่วมผลักดันวาระดังกล่าวผ่านข้อเสนอของร่างข้อมติว่าด้วย “การสนับสนุนหลักเศรษฐกิจฮาลาล เป็นกรอบสำหรับการพัฒนาที่มีจริยธรรม ยั่งยืน และครอบคลุม” ซึ่งมีหลักการที่สามารถประยุกต์ใช้ได้อย่างสากลผ่านความร่วมมือระหว่างรัฐสภา เพื่อมุ่งสร้างภูมิภาคเอเชียที่มั่นคง สงบสุข และเจริญรุ่งเรืองท่ามกลางความหลากหลาย
จากนั้น คณะผู้แทนรัฐสภาไทยได้ประชุมทวิภาคีกับนาย Ahmed bin Salman Al Musalam ประธานสภาผู้แทนราษฎรบาห์เรน โดยทั้งสองฝ่ายย้ำถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับบาห์เรนในทุกระดับ ทั้งระดับรัฐและระดับประชาชน ซึ่งมีความใกล้ชิดแน่นแฟ้นมาอย่างยาวนาน ฝ่ายบาห์เรนแสดงความชื่นชมภาพลักษณ์ดีต่อประเทศไทยในสายตาชาวบาห์เรน พร้อมทั้งเห็นพ้องถึงความสำคัญในการแสวงหาตลาดใหม่และการพัฒนากรอบความร่วมมือทางการค้า รวมถึงการพิจารณาเปิดการเจรจาความตกลงการค้าเสรี ตลอดจนการส่งเสริมและขยายโอกาสของไทยในการเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารและอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลในตลาดบาห์เรนและภูมิภาคตะวันออกกลาง
ต่อมาในช่วงบ่าย คณะผู้แทนรัฐสภาไทยได้ประชุมทวิภาคีกับคณะผู้แทนรัฐสภาอินโดนีเซีย โดยฝ่ายอินโดนีเซียได้รับฟังข้อเท็จจริงของสถานการณ์ระหว่างไทย-กัมพูชา และชื่นชมการบริหารจัดการสถานการณ์ของประเทศไทยที่ดำเนินการได้อย่างเหมาะสม โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่าการเจรจาและการพูดคุยอย่างสร้างสรรค์จะเป็นแนวทางสำคัญในการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งและเสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกัน นอกจากนี้ มีการพูดคุยในหลายประเด็น เช่น การทำประมง นักศึกษาไทยในอินโดนีเซีย และการตัดเย็บชุดปากายันในพื้นที่ชายแดนใต้ของไทย รวมทั้งการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะปัญหาสแกมเมอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งอินโดนีเซียได้รับผลกระทบจากปัญหานี้เช่นเดียวกัน โดยได้สอบถามถึงความก้าวหน้าของไทยในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและการระบุตัวตนผ่านระบบข้อมูลชีวภาพ (Biometric) เพื่อนำไปเป็นแบบอย่างของการดำเนินการที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้
✍️ ฤทธิรณ ปัญญากาบ สำนักข่าวไทเกอร์นิวส์ รายงาน