ผู้ว่าฯ เลย ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ น้ำล้นตลิ่ง เอ่อล้นเข้าท่วมถนน บ้านเรือนประชาชน และพื้นที่การเกษตรบ้านเหมืองแพร่ ตำบลนาแห้ว อำเภอนาแห้วที่ติดชายแดนไทย-ลาว ซึ่งกั้นพรมแดนระหว่างสองประเทศ

เผยแพร่เมื่อ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๖๘

ภาพประกอบ

ผู้ว่าฯ เลย ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ น้ำล้นตลิ่ง เอ่อล้นเข้าท่วมถนน บ้านเรือนประชาชน และพื้นที่การเกษตรบ้านเหมืองแพร่ ตำบลนาแห้ว อำเภอนาแห้วที่ติดชายแดนไทย-ลาว ซึ่งกั้นพรมแดนระหว่างสองประเทศ

         เมื่อวันที่ ๒๖ ส.ค.๖๘ เวลา ๒๐.๐๐ น. นายชัยพจน์  จรูญพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลยลงพื้นที่อำเภอนาแห้ว พร้อมด้วย นายประจักษ์ หล้าจางวาง โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดเลย พันตำรวจโทคูณทัต วีระศักดิกุล นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ รักษาราชการแทนหัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเลย   ปลัดอำเภอนาแห้ว หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ร่วมลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ น้ำล้นตลิ่ง เอ่อล้นเข้าท่วมถนน บ้านเรือนประชาชน และพื้นที่การเกษตร อำเภอนาแห้ว ซึ่งวันนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ได้ลงพื้นที่มาเยี่ยมให้กำลังใจ และให้ความช่วยเหลือมอบถุงยังชีพให้กับผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์อุทกภัย อำเภอนาแห้ว พื้นที่ได้รับผลกระทบในบริเวณบ้านเหมืองแพร่ ตำบลนาแห้ว ที่ตั้งอยู่ริมตลิ่ง ระดับน้ำสูง ๒๐ เซนติเมตร - ๒ เมตร  จุดที่น้ำท่วมสูงที่สุดคือบริเวณจุดผ่อนปรน ริมแม่น้ำเหืองที่ติดชายแดนไทย-ลาว ซึ่งกั้นพรมแดนระหว่างสองประเทศ สูง ๒ เมตร ถือว่าหนักสุดในรอบ ๔ ปี โดยขณะนี้มีบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายเบื้องต้นแล้ว  ๒๐  กว่าหลังคาเรือน

                  จากlถานการณ์ ระดับน้ำในแม่น้ำเหืองเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมในหมู่บ้านเหมืองแพร่ ต.นาแห้ว อ.นาแห้ว จ.เลย ทำให้ชาวบ้านที่อยู่ติดแม่น้ำทยอยขนของออกจากชุมชน โดยกองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ ๒๑๐๖  ได้จัดกำลังพลชุดปฏิบัติบรรเทาสาธารณภัยจิตอาสา  เจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลนาแห้ว เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอนาแห้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นาแห้ว กู้ภัยอุทยานแห่งชาติ    ภูสวนทราย และเจ้าหน้าที่ ตชด.๒๔๗ ด่านซ้าย  เข้ามาช่วยเหลือป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น พร้อมทั้งช่วยกันเสริมแนวกั้นน้ำชั่วคราว และจัดระเบียบพื้นที่เพื่อให้การขนย้ายสิ่งของและสัตว์เลี้ยงเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและปลอดภัย การลงพื้นที่ครั้งนี้มิได้เพียงแต่เป็นการช่วยเหลือฉุกเฉินเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความอุ่นใจแก่ประชาชนในพื้นที่ว่าในยามที่เกิดภัยพิบัติ พวกเขาจะไม่ได้เผชิญกับสถานการณ์เพียงลำพัง

                         ทั้งนี้ยังได้มีการสำรวจพื้นที่เสี่ยงภัยเพิ่มเติม เพื่อติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมทั้งเตรียมความพร้อมด้านยุทโธปกรณ์และยานพาหนะที่ใช้ในภารกิจบรรเทาสาธารณภัย เพื่อให้สามารถปฏิบัติการได้อย่างทันท่วงที หากสถานการณ์มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น.