แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยถึงกรณีรัฐบาลและกองทัพกัมพูชา ปล่อยศพทหารจำนวนมากไว้ในพื้นที่การสู้รบโดยไม่จัดการหรือกำจัดอย่างเหมาะสมว่า การปล่อยศพไว้โดยไม่ดำเนินการใดๆ ไม่เพียงแต่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านสุขภาพและจิตใจต่อประชาชนในบริเวณใกล้เคียง
อธิบดีกรมอนามัยระบุว่า ศพที่อยู่ในภาวะเน่าเปื่อยสามารถเป็นแหล่งสะสมของเชื้อแบคทีเรียและเชื้อโรคต่างๆ โดยเฉพาะหากมีการปนเปื้อนสู่แหล่งน้ำหรือถูกพัดพาโดยน้ำฝนจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการแพร่กระจายของโรคมากขึ้น นอกจากนี้กลิ่นเหม็นจากการเน่าเปื่อยและแมลงที่ตอมซากศพอาจส่งผลต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตของประชาชนโดยรอบ
ทั้งนี้ กระบวนการเน่าเปื่อยจนส่งกลิ่นจะใช้เวลาประมาณ ๒-๓ วัน ส่วนสารอินทรีย์ที่เกิดจากซากศพ เช่น เนื้อเยื่อหรือน้ำจากศพ อาจคงอยู่ได้นาน ๒-๓ สัปดาห์ขึ้นไป ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม เช่น แสงแดด ความชื้น และการหมักหมม ในเบื้องต้น กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมอนามัยได้ลงพื้นที่เพื่อดูแลความปลอดภัยด้านสุขาภิบาล และส่งเสริมสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ชายแดน รวมถึงศูนย์พักพิง พร้อมให้การสนับสนุนในมิติของสุขภาพจิตและสุขาภิบาลในพื้นที่เสี่ยง
แพทย์หญิงอัมพรกล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากผลกระทบด้านร่างกายแล้ว การต้องเผชิญหน้ากับศพจำนวนมากยังสร้างบาดแผลทางจิตใจแก่ผู้ที่อยู่ใกล้ชิด หรือเกี่ยวข้องโดยตรง จึงจำเป็นต้องมีการดูแลจิตใจควบคู่กันไป โดยเฉพาะผู้ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยง ควรได้รับกำลังใจและการประคับประคองจากคนรอบข้าง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบทางจิตใจในระยะยาว ในช่วงเวลานี้ จึงทำให้ประชาชนยังคงได้รับกลิ่นเหม็นรบกวนอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งการจัดการซากสิ่งมีชีวิตอาจจะต้องคำนึงถึงเรื่องของระบบบริหารจัดการภาวะฉุกเฉิน เพื่อเน้นถึงความปลอดภัยของทีมเจ้าหน้าที่ที่ต้องลงปฏิบัติหน้าที่ในด่านหน้าเป็นสำคัญ
ข่าว nbt