สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และกรมชลประทาน ปรับเพิ่มการผันน้ำเข้าคลองสองฝั่งตะวันตกและตะวันออก เพื่อช่วยลดปริมาณน้ำที่ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา โดยเฉพาะพื้นที่ท้ายเขื่อน
นายสุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า หลังจากคณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ได้มีมติให้ กรมชลประทาน เร่งระบายน้ำไปทางฝั่งตะวันตกและตะวันออกให้ได้มากที่สุด เช่น ระบายน้ำไปทางคลองส่งน้ำที่ยังสามารถรองรับได้ และกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำตลอดลำน้ำเพื่อเร่งการระบาย พร้อมติดตั้งเครื่องจักร - เครื่องมือที่จะช่วยผลักดันน้ำให้เต็มศักยภาพ เพื่อให้สามารถคงอัตราการระบายน้ำที่เขื่อนเจ้าพระยาอยู่ที่อัตรา ๒,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และไม่ให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายเขื่อนเพิ่มมากขึ้น สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้ประสานกรมชลประทานปรับเพิ่มอัตราการระบายน้ำเข้าคลองฝั่งตะวันตกตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา คือ ทางฝั่งตะวันออก ได้ปรับอัตราการระบายน้ำเพิ่มขึ้นรวม ๑๕ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แบ่งเป็น ปรับเพิ่มการระบายน้ำเข้าที่ประตูระบายน้ำปากแม่น้ำลพบุรี ๑๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีและประตูระบายน้ำปากคลองบางแก้วปรับเพิ่มอีก ๕ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ด้านฝั่งตะวันตกได้ปรับเพิ่มการระบายน้ำเข้าคลองต่างๆรวม ๕๕ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีแบ่งเป็น คลอง มอ. ๕ ปรับเพิ่มการระบายจาก ๒๕ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็น ๓๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แม่น้ำท่าจีน ปรับเพิ่มการระบายจาก ๗๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็น ๘๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แม่น้ำน้อย ปรับเพิ่มการระบายจาก ๘๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็น ๙๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อช่วยลดปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งวันนี้ (๑๔ ก.ย.๖๘) ยังคงอัตราน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ๒,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีเท่ากับเมื่อวานนี้ (๑๓ ก.ย.๖๘) โดยมีระดับน้ำเหนือเขื่อนอยู่ที่ ๑๗.๓๑ เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง โดยเพิ่มขึ้นจากเมื่อวานนี้ ๑๒ เซนติเมตร พร้อมได้กำชับให้กรมชลประทานพิจารณาการส่งต่อน้ำให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและไหลลงสู่ทะเลโดยเร็วที่สุด เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำ