ศูนย์อำนวยการบริหารจัดการน้ำส่วนหน้า (ชั่วคราว) ในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยภาคกลาง มีมติปรับลดการระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ เพื่อชะลอปริมาณน้ำที่จะไหลลงมาสมทบกับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา

เผยแพร่เมื่อ ๑๑/๐๙/๒๐๒๕ ๑๘:๔๖

ศูนย์อำนวยการบริหารจัดการน้ำส่วนหน้า (ชั่วคราว) ในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยภาคกลาง มีมติปรับลดการระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ เพื่อชะลอปริมาณน้ำที่จะไหลลงมาสมทบกับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา

ศูนย์อำนวยการบริหารจัดการน้ำส่วนหน้า (ชั่วคราว) ในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยภาคกลาง มีมติปรับลดการระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ เพื่อชะลอปริมาณน้ำที่จะไหลลงมาสมทบกับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา
นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นประธานการประชุมศูนย์อำนวยการบริหารจัดการน้ำส่วนหน้า (ชั่วคราว) ในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยภาคกลาง โดยมีมติให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. ประสานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และกรมชลประทาน พิจารณาปรับลดการระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ตั้งแต่วันนี้ (๑๑ ก.ย.๖๘) - ๑๔ กันยายนนี้ โดยจะปรับลดการระบายน้ำเขื่อนภูมิพล จาก ๑๕ ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน เหลือ ๑๐ ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน และปรับลดการระบายน้ำเขื่อนสิริกิติ์ จาก ๓๐ ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน เหลือ ๒๐ ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน เพื่อชะลอปริมาณน้ำที่จะไหลลงมาสมทบกับสถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งการระบายน้ำในอัตราดังกล่าวจะไม่กระทบต่อพื้นที่ว่างสำหรับรองรับน้ำหลากในระยะต่อจากนี้




ทั้งนี้ ช่วงที่ผ่านมาได้รับอิทธิพลจากพายุทำให้บริเวณตอนบนของประเทศไทยมีฝนตกหนัก ส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนต่างๆเป็นจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องเร่งระบายน้ำให้มีพื้นที่ว่างของเขื่อนรองรับน้ำหลากช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคม และรักษาความปลอดภัยเขื่อน โดยเฉพาะเขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำร้อยละ ๘๗ ของความจุเก็บกัก และเขื่อนภูมิพล มีปริมาณน้ำร้อยละ ๗๖ ของความจุเก็บกัก แต่สถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ที่สถานี C.๒ อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ได้เพิ่มสูงขึ้นถึงประมาณ ๒,๑๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ประกอบกับ มีปริมาณน้ำจากแม่น้ำสะแกกรังไหลมาสมทบเพิ่มเติม จึงจำเป็นต้องปรับการระบายน้ำดังกล่าว


รูปภาพ