คณะผู้วิจัย นำโดยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดลำปาง จัดพิธีแถลงข่าวการขยายผลโครงการวิจัยฯ สู่ความร่วมมือโมเดลต้นแบบการบริหารจัดการชีวมวลจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ด้วยกระบวนการเทคโนโลยีแบบเปิด เพื่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ในพื้นที่นำร่อง อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง
โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นจากความร่วมมือของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่มีความมุ่งมั่นผลักดันให้แม่เมาะเป็นต้นแบบการจัดการชีวมวล ที่สามารถขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ ได้ โดยสนับสนุนทั้งงบประมาณ บุคลากร และการประสานงาน เพื่อให้การดำเนินงานประสบความสำเร็จ อีกทั้งยังเน้นสร้างงานสีเขียว (Green Jobs) ในชุมชนท้องถิ่น และเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจแก่สังคมเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง หน่วยงานต่อมา คือ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ที่ถือว่ามีบทบาทหลักในการสนับสนุนทุนการดำเนินงาน และการเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และเครือข่ายพันธมิตรที่มีศักยภาพเข้าสู่พื้นที่ เพื่อสร้างแพลตฟอร์มความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และชุมชน นำไปสู่การบริหารจัดการชีวมวลที่ยั่งยืนและต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้จริง ส่วนทางด้านมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) จะทำหน้าที่สนับสนุนองค์ความรู้ทางวิชาการและเทคโนโลยี ติดตามและประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งขยายผลการวิจัยไปยังพื้นที่อื่น ๆ ที่มีศักยภาพ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ความรู้จากห้องเรียนและห้องทดลองถูกนำไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่จริง เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน และในส่วนของสภาอุตสาหกรรมจังหวัดลำปางนั้น เป็นผู้ประสานงานการดำเนินงานร่วมกับวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ ทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างเกษตรกร ผู้ประกอบการ และตลาดแปรรูปชีวมวล เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม รายได้ และการจ้างงานในท้องถิ่น พร้อมทั้งสนับสนุนให้แม่เมาะเป็นโมเดลต้นแบบที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในจังหวัดอื่นต่อไป
ทั้งนี้ เพื่อประกาศความร่วมมือในการขับเคลื่อนโครงการวิจัยและพัฒนาสู่การปฏิบัติจริง โดยมีเป้าหมายในการจัดการชีวมวลจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรอย่างเป็นระบบ สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม พร้อมทั้งสร้างงานที่ยั่งยืนให้กับชุมชนในพื้นที่แม่เมาะ โดยคาดว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จทันฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตของเกษตรกรของปี ๒๕๖๘