สทนช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คุมเข้มแผนบริหารจัดการน้ำในเขื่อนสิริกิติ์ เพื่อช่วยเหลือพื้นที่ลุ่มน้ำยม - น่าน พร้อมเฝ้าระวังการเกิดพายุดีเปรสชันในทะเลจีนใต้ อาจส่งผลให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้น

เผยแพร่เมื่อ ๓๐/๐๘/๒๐๒๕ ๐๘:๕๙

สทนช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คุมเข้มแผนบริหารจัดการน้ำในเขื่อนสิริกิติ์ เพื่อช่วยเหลือพื้นที่ลุ่มน้ำยม - น่าน พร้อมเฝ้าระวังการเกิดพายุดีเปรสชันในทะเลจีนใต้ อาจส่งผลให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้น

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คุมเข้มแผนบริหารจัดการน้ำในเขื่อนสิริกิติ์ เพื่อช่วยเหลือพื้นที่ลุ่มน้ำยม - น่าน  พร้อมเฝ้าระวังการเกิดพายุดีเปรสชันในทะเลจีนใต้ อาจส่งผลให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้น

            นายสุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า หลายพื้นที่ของประเทศไทยยังคงได้รับผลกระทบจากฝนตกสะสม แม้อิทธิพลพายุ “คาจิกิ” จะสลายไปแล้ว โดยเฉพาะในลุ่มน้ำยม-น่าน ที่ระดับน้ำในแม่น้ำยมสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตรและประสิทธิภาพการระบายน้ำ จึงจำเป็นต้องบริหารจัดการน้ำอย่างรอบคอบ โดย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะประธานกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ได้สั่งการให้ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ประสานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และกรมชลประทาน ปรับลดการระบายน้ำของเขื่อนสิริกิติ์ เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนที่อาศัยอยู่ด้านท้ายน้ำ ปัจจุบันมีการระบายน้ำอยู่ในอัตราประมาณ ๒๘ ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน โดยจำเป็นต้องคำนึงถึงการพร่องน้ำในเขื่อนให้มีพื้นที่ว่างเพียงพอสำหรับรองรับฝนช่วงฤดูฝนที่เหลือ และป้องกันไม่ให้กระทบต่อความมั่นคงแข็งแรงของตัวเขื่อนด้วย เนื่องจากอิทธิพลของพายุทำให้ช่วง ๗ วันที่ผ่านมามีน้ำไหลเข้าเขื่อนต่างๆเป็นจำนวนมาก เบื้องต้นเขื่อนสิริกิติ์มีน้ำไหลเข้าถึง ๔๔๕ ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้ยังมีปริมาณน้ำในเขื่อนอยู่ถึงร้อยละ ๘๔ ของความจุเก็บกัก วันนี้ (๓๐ ส.ค.๖๘) ตัวเอง จึงได้ลงพื้นที่ติดตามการบริหารจัดการน้ำและประชุมศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้า (ชั่วคราว) ในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยลุ่มน้ำยม - น่าน และหารือลดผลกระทบจากการเพิ่มการระบายน้ำของเขื่อนสิริกิติ์อีกครั้งช่วงหลังจากนี้ รวมถึง จะใช้กลไกศูนย์ส่วนหน้าฯ ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงทั้งในลุ่มน้ำโขงเหนือและลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ บริหารจัดการน้ำในพื้นที่จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย
            สำหรับการคาดการณ์สถานการณ์ฝน เลขาธิการ สทนช. ย้ำว่า กรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. พบหย่อมความกดอากาศต่ำในทะเลจีนใต้ขณะนี้ได้ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุดีเปรสชั่นแล้ว มีแนวโน้มจะพัฒนาเป็นพายุโซนร้อน แล้วเคลื่อนเข้าสู่ประเทศเวียดนาม ก่อนจะสลายตัวอย่างรวดเร็วเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำ หากหย่อมความกดอากาศต่ำดังกล่าวเคลื่อนเข้าปกคลุมประเทศไทย ประกอบกับ ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่จะมีกำลังแรงขึ้น จะส่งผลให้มีฝนเพิ่มขึ้นอีกครั้งตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (๓๑ ส.ค.๖๘) โดยต้องเฝ้าระวังบริเวณภาคเหนือตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และชายขอบของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ไปจนถึงภาคใต้ฝั่งทะเลอันดามัน ซึ่งวันที่ ๑๐ กันยายนยังมีแนวโน้มเกิดหย่อมความกดอากาศต่ำที่อาจพัฒนาตัวเป็นพายุได้ จึงได้กำชับให้ติดตามสภาพอากาศและทิศทางการเคลื่อนที่ของพายุอย่างใกล้ชิด คาดว่าตั้งแต่ช่วงหลังกลางเดือนกันยายนเป็นต้นไปปริมาณฝนบริเวณตอนบนของประเทศจะเริ่มลดลง แต่จะมีฝนตกเพิ่มมากขึ้นในพื้นที่ภาคกลางและกรุงเทพมหานคร